R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ A- คงมุมมองระดับมีเสถียรภาพ

เศรษฐกิจไทยว้าวุ่น

R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับมีเสถียรภาพ มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากการบริโภคภาคเอกชน-การท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

วันที่ 21 ธันวาคม 2566 นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ โฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 21 ธันวาคม 2566) บริษัท Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1) เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวด้วยการขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

โดยรัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลางถึงระยะยาว ขณะที่ภาคการส่งออกชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก

2) แม้การขาดดุลทางการคลังจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤตการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ R&I เชื่อว่ารัฐบาลจะยังคงสามารถบริหารจัดการภาระหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และยังมีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือ เพื่อใช้สนับสนุนการดำเนินนโยบายการคลัง

3) ภาคการเงินต่างประเทศมีความแข็งแกร่งโดยดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2566 คาดว่าจะกลับมาเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง

4) ประเด็นที่ R&I ให้ความสนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิด คือแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการขยายฐานภาษี เนื่องจากการลดลงของอัตราการเกิดและการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการเติบโตด้วยการยกระดับมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม (Upgrading Value Added) เนื่องจากประเทศไทยเผชิญความท้าทายกับการติดกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) และโครงสร้างประชากรแรงงาน