“บิ๊กโย่ง” ยันรับซื้อไฟไฮบริดแค่ 300 MW

เอกชนจ่อยื่นขอผลิตไฟฟ้า SPPHybrid Firm สูงถึง 4 พันเมกะวัตต์ ในขณะที่รัฐรับซื้อเพียง 300 เมกะวัตต์ ด้าน กฟผ.วางแผนร่วมกับ ปชช.ในพื้นที่มีศักยภาพพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวล ผลักดันปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจฟื้น พลังงานฟุบ” ที่จัดโดยหลักสูตรของสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) ว่า ตามแผนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากประเภทต่าง ๆ โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นั้นจะเริ่มที่โครงการ SPP Hybrid Firm หรือการผสมผสานประเภทเชื้อเพลิง รวม 300 เมกะวัตต์ ภายใต้ราคาค่าไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff หรือ FiT ที่ 3.66 บาท/หน่วยนั้น ปรากฏว่าเมื่อประเมินศักยภาพแล้วพบว่าจะมีผู้สนใจยื่นเสนอเพื่อพัฒนากว่า 4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่สามารถรับซื้อทั้งหมดได้ ที่สำคัญตามแผนพัฒนาทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 (Alternative Energy Development Plan) จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนร้อยละ 20 ในปี 2579 ทั้งนี้ยังไม่รวมการผลิตไฟฟ้าที่ไม่ได้ขายเข้าระบบเกิดขึ้นอีกมาก และอาจจะกระทบต่อภาพรวมของการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะลดลงมาก ซึ่ง กฟผ.จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

เมื่อการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักน้อยลง ก็จะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงไปด้วย ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากภาพรวมจะพบว่ากำลังผลิตจากพลังงานทดแทนที่เข้าระบบคิดเป็นร้อยละ 2-3 เท่านั้น แต่ในกรณีที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าโดยรวมที่จะต้องเรียกเก็บจากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะบริหารจัดการอย่างไร

ในขณะที่นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ กฟผ. กล่าวถึงปริมาณสำรองไฟฟ้าขณะนี้อยู่ที่ร้อยละ 30 แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า พื้นที่ภาคใต้ไฟฟ้ายังไม่พอรองรับ และภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยร้อยละ 15 ในขณะที่ภาคอื่น ๆ อยู่ที่ร้อยละ 3-4 ทำให้ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปเสริมผ่านระบบสายส่ง กฟผ.ก็มีแผนสำรองในกรณีที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ได้เจรจากับผู้รับสัมปทานในแหล่งก๊าซพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย (JDA) ให้เพิ่มปริมาณส่งก๊าซสำหรับกำลังผลิตใหม่อีก 800 เมกะวัตต์

สำหรับ กฟผ.มีแผนที่จะลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะประเภทชีวมวลร่วมกับพันธมิตร เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และขณะนี้เตรียมผลักดันการปลูกไม้โตเร็วเพื่อมาใช้เป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าด้วย และเป็นความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ในรูปของสหกรณ์การเกษตร

Advertisment

รายงานข่าวเพิ่มเติมสำหรับเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นโดยหลักสูตรสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 10 ผู้ร่วมเสวนาที่นอกเหนือจากพลเอกอนันตพรและนายสหรัฐแล้ว คือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มเห็นผลแล้ว ในส่วนของพลังงานที่มองว่าฟุบนั้น มาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างมาก แต่ความต้องการใช้ยังคงเพิ่มขึ้น และที่สำคัญการใช้พลังงานจะเปลี่ยนรูปแบบไปที่ไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า และมีแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงปี 2050 ประมาณร้อยละ 90 จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด เช่น ไฮบริด อีวี และไฮโดรเจน