“ดร.โกร่ง” ขอลาการเขียนไว้ก่อน

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ 'ดร.โกร่ง'

วันที่ 11 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ‘ดร.โกร่ง’ ได้ประกาศหยุดเขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจและมติชน โดยชี้แจงในหนังสือพิมพ์มติชน ผ่านบทความชื่อ ขอลาการเขียนไว้ก่อน : วีรพงษ์ รามางกูร ดังนี้…

ได้เริ่มมาเป็นนักเขียนประจำสำนักพิมพ์มติชน จากการเชิญแกมบังคับของคุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นการทดลองสำหรับทั้งผู้ให้เขียนและผู้เขียน โดยการเขียนลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เขียนเป็นคอลัมน์ประจำ สัปดาห์เว้นสัปดาห์ก่อน ก่อนจะตกปากรับคำกันว่าจะเป็นนักเขียนประจำ ถ้าจำไม่ผิดเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อปี 2543 บัดนี้ก็ล่วงเข้ามา 20 ปีแล้ว

ต่อมาคุณขรรค์ชัยคงจะเห็นว่าพอไปได้แล้ว ก็เชื้อเชิญให้เขียนเพิ่มในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยจะลงพิมพ์ฉบับวันพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ และได้รับปากรับคำกัน

นับตั้งแต่นั้นมาก็ถือเป็นหน้าที่ที่มีต่อกันโดยไม่ต้องทวง ไม่ต้องเตือน ถือเป็นวัตรปฏิบัติ ต้นฉบับร่างต้องส่งเช้าวันจันทร์เป็นฉบับลายมือ ความยาว 5 หน้ากระดาษเอ 4 ต้องขอบใจทีมงานที่พิมพ์จากฉบับลายมือ ที่สามารถอ่านลายมือที่ยุ่งเหมือนยุงตีกันออก นานๆ จึงจะมีตัวที่อ่านผิดสักตัว ปีละตัว 2 ตัว เจ้าของลายมือบางครั้งก็ยังอ่านลายมือตัวเองไม่ออกก็มี ถือเป็นหลักปฏิบัติว่าต้นฉบับที่แก้ไขตรวจทานจากฉบับพิมพ์แล้ว จะส่งกลับอย่างช้าก็เช้าวันอังคาร ไม่เกินเที่ยง

ส่วนต้นฉบับของประชาชาติธุรกิจ ฉบับราย 3 วัน จะต้องส่งต้นฉบับสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ที่แรกก็ตั้งใจว่าจะเขียนอะไรไปตามแต่ที่เห็น ตามชื่อคอลัมน์ คนเดินตรอก เหมือนกับคนที่เดินตามตรอกซอกซอยเห็น เพราะเคยเดินตามตรอกวัดปทุมวนารามจากกรมตำรวจไปตลาดประตูน้ำ แต่ต่อมาก็เขียนเรื่อยเปื่อยไปเป็นเรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นส่วนใหญ่

เคยออกตัวไว้แล้วว่า บทความที่เขียนไม่ใช่บทความวิชาการ แม้บางครั้งจะอ้างวิชาการอยู่บ้าง ก็ตามวิสัยของคนที่เคยเป็นอาจารย์ สอนหนังสือที่คณะรัฐศาสตร์และที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความที่เขียนจึงมาจากความทรงจำ จากข้อมูลปัจจุบันที่ฟังจากโทรทัศน์วิทยุ ฟังขณะนั่งรถไปทำงาน จากที่อ่านในที่ทำงานทุกเช้าจากหนังสือพิมพ์ 4-5 ฉบับ คือ มติชนรายวัน ประชาชาติธุรกิจ ไทยรัฐ ข่าวหุ้นธุรกิจ และ Bangkok Post เพื่อติดตามข่าวต่างประเทศ

จะอ่านมากกว่านี้ก็เกรงใจบริษัทที่เขาซื้อให้อ่านทุกวัน แต่จริงๆ ก็อ่านไม่ทันด้วย ต้องเอากลับไปอ่านไปค้นต่อที่บ้าน แล้วก็จำเอาที่อ่านนี้มาเป็นวัตถุดิบ เขียนรวดเดียวจบ เขียนไว้ครึ่งๆ กลางๆ แล้วมาเขียนต่อไม่ได้ เพราะเขียนไปแล้วก็จะลืม นำเอามาเขียนต่อกันไม่ได้

หลายครั้งเมื่อมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ เช่นเดินทางไปประชุมสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ หรือเดินทางไปในงานของบริษัทที่เป็นประธาน เช่น บริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ (1991) บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 บริษัทโรงพยาบาลบางมด บริษัทโรงพยาบาลกรุงเทพ บริษัทบางกอกแอร์ หรือบริษัทมติชน ก็จะเขียนต้นฉบับไว้ก่อน ฉบับถัดไปก็เอาเรื่องสถานที่ที่เดินทางไปมาลง เขียนเหมือนกับสารคดีการท่องเที่ยว แต่ตอนหลังไม่ค่อยได้เดินทางไปต่างประเทศ เพราะพ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทบางกอกแอร์ บทความเชิงสารคดีการท่องเที่ยวที่ลงพิมพ์ในประชาชาติธุรกิจจึงเลิกราไป กลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจกับเรื่องการเมืองไป

ในเมื่อเรื่องที่เขียน เป็นเรื่องที่เขียนจากความจำ ปราศจากการค้นคว้า เป็นความเห็นอันเกิดจากตรรกะของตนเอง บางครั้งก็เกิดจากอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ของปุถุชนธรรมดาจึงมีข้อผิดพลาดและอคติอยู่เสมอ ต้องขออภัยกับผู้อ่านไว้ ณ โอกาสนี้

มาถึงบัดนี้มีความจำเป็นจะต้องยุติการเขียนลง ทั้งประชาชาติธุรกิจและมติชน ด้วยความจำใจเนื่องจากสุขภาพ ความเจ็บป่วยมาเยือน ซึ่งเป็นของธรรมดาสำหรับคนสูงวัยที่มีอายุเข้าใกล้ 80 ปีเข้าไปทุกที
ถ้าเป็นสมัยก่อนลูกหลานก็ขนานนามว่าเป็น ไม้ใกล้ฝั่ง จะหักโค่นลงเมื่อใดก็ได้เมื่อ
น้ำเซาะตลิ่งเข้าหาฝั่งที่ต้นไม้ยืนอยู่

ข้อเขียนที่ผ่านมาบางครั้งก็อาจจะไม่เป็นที่ชอบใจ หรือเป็นที่ชอบใจ หรือรู้สึกเฉยๆ เมื่อได้อ่าน ก็เป็นของธรรมดา ส่วนที่ส่งความคิดความเห็นมาติชมไว้ในออนไลน์ ก็ต้องขอโทษที่ไม่เคยเปิดอ่าน เพราะเปิดไม่เป็น ถ้าจะเปิดอ่านก็ต้องไหว้วานลูกหรือเลขาฯ ช่วยเปิดแล้วพิมพ์มาให้หน่อย ซึ่งยุ่งยากก็เลยไม่ได้เปิดอ่าน ไม่ใช่ไม่เคารพต่อเสียงติชม คำติชมจึงมิได้สะท้อนออกมาเป็นตัวหนังสือของบทความฉบับต่อๆ มา

ช่วง 10 ปีแรกของบทความที่ออกมา เมื่อเขียนครบปี สำนักงานมติชนก็จะรวมเป็นเล่มออกจำหน่าย บางครั้งก็ต้องพิมพ์ซ้ำ แต่เมื่อวิทยาการเปลี่ยนไป ผู้อ่านนิยมอ่านทางออนไลน์มากขึ้น เพราะหาอ่านได้รวดเร็ว จะเก็บไว้ก็ง่ายกว่าตัวหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ การรวบรวมพิมพ์เป็นเล่มจึงเลิกไปเป็นธรรมดา

ต้นฉบับที่เขียนฉบับนี้ เป็นต้นฉบับที่เขียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ก่อนจะต้องเข้าเป็นคนไข้ในที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพื่อพยาบาลรักษา ค่อนข้างแน่ใจว่าคงไม่สามารถเขียนหนังสือส่งสำนักพิมพ์ได้เป็นปกติ ฉบับนี้อาจจะเป็นฉบับสุดท้ายที่ยังแข็งแรงพอที่จะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนได้ สุขภาพก็ยังดี
แข็งแรงดี วันเสาร์ต้นเดือนมิถุนายนก็ยังไปออกรอบตีกอล์ฟได้ ถ้าไม่ไปตรวจอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือและวิทยาการสมัยใหม่ก็จะไม่ทราบเลยว่าป่วย แต่เมื่อทราบแล้วก็ต้องรักษาและปฏิบัติตัวตามคำสั่งของแพทย์

เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าหายไปไหน ไม่บอกไม่กล่าวกัน จึงขอบอกกล่าวกับแฟนคอลัมน์ผู้ที่ติดตามว่า ฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับสุดท้ายที่จะยังเขียนได้ จึงเขียนอำลาท่านผู้อ่านเสียแต่บัดนี้เลย

สุดท้ายนี้ ขอขอบใจสำนักพิมพ์มติชนเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้โอกาสฝึกฝนตนเองในด้านการเขียน ขอขอบคุณคุณขรรค์ชัย บุนปาน ที่เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครู ที่คอยหยอดคำคมให้จำใส่ใจเป็นคำเตือนอยู่เสมอ ขอขอบใจทีมงานของหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับ ที่กรุณาพิมพ์ต้นฉบับจากลายมือที่แสนจะอ่านยาก ป๋าเปรมเคยบอกให้ไปเรียนพิมพ์ดีดที่โรงเรียนสอนพิมพ์ดีดประตูน้ำ ท่านจะได้ไม่ต้องทนอ่านลายมือ ที่เขียนเสนอความเห็นจากวาระการประชุมรัฐมนตรี และคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ไปเรียนแล้วแต่ว่าไม่สำเร็จ ไม่มีความอดทนพากเพียรอุตสาหะก็เลยพิมพ์ไม่เป็น ขอขอบใจจริงๆ

ขอยุติการเขียนทั้งมติชนรายวันและประชาชาติธุรกิจไว้เพียงเท่านี้ก่อน เมื่อสุขภาพแข็งแรง วันหน้าฟ้าใหม่คงได้เขียนได้อ่านกันอีก

หวังว่าจะได้พบกันอีก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ