กานดากรุ๊ป บุกบ้านแนวราบปีเสือ เป้ารายได้โต 25% ยอดขาย 3,300 ล้าน โต 10%

กานดา พร็อพเพอร์ตี้ เผยทิศทางธุรกิจปี 2565 เตรียมเปิดแนวราบ 6 โครงการ มูลค่า 4,700 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 3,300 ล้านบาท เป้ารายได้ 2,500 ล้านบาท โดยปรับหลักการพัฒนาโครงการด้วย 5 Kanda Concept เล็งขยายธุรกิจใหม่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คาดปั้นรายได้ 3,000-3,500 ล้านบาท

วันที่ 13 มกราคม 2565 นายหัสกร บุญยัง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2565 เตรียมเปิดโครงการใหม่เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ 6 โครงการ มูลค่ารวม 4,700 ล้านบาท มีทั้งการเปิดโครงการในทำเลเดิม และขยายทำเลใหม่ ๆ รวมทั้งการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในกลุ่มทาวน์เฮาส์ระดับกลาง-บน เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุม และขยายฐานการสร้างรายได้ให้กว้างขึ้น

หัสกร บุญยัง
หัสกร บุญยัง

รายละเอียดโครงการใหม่ในปี 2565 ประกอบด้วย โครงการไอลีฟ ไพร์ม ลำลูกกา คลอง 2, ไอลีฟ ไพร์ม 2 ประชาอุทิศ 90, ไอลีฟ พราวด์ พระราม 2 กม.14 และไอลีฟ พราวด์ วงแหวน-รังสิต คลอง 4 ซึ่งเป็นทาวน์โฮมแบรนด์ใหม่ ราคา 2-3 ล้านบาท

รวมทั้งการเปิดโครงการในทำเลใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไอลีฟ ไพร์ม รามอินทรา-คู้บอน และไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ปี 2564 บริษัททำยอดขายได้ 3,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,050 ล้านบาท ถือว่าทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีการเปิดโครงการใหม่ไปเพียง 2 โครงการ ได้แก่ ไอลีฟ ไพร์ม ประชาอุทิศ 90 และ ไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม. 14

อัพเดต ณ ปี 2565 บริษัทจะมีทั้งโครงการใหม่ และโครงการอยู่ระหว่างการขายรวม 16 โครงการ บน 11 ทำเล ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภูมิภาค ตั้งเป้ายอดขาย 3,300 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 10% และเป้ารายได้ 2,500 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 20-25%

“ภาพรวมเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 แนวโน้มดีขึ้นกว่าปี 2564 แต่เป็นการเติบโตในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่ามีสถานการณ์โอมิครอน แต่เชื่อว่าถ้าความรุนแรงและผู้เสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้นมากจะทำให้ความกดดันที่จะต้องใช้มาตรการปิดประเทศลดน้อยลง ขณะเดียวกันประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนควบคู่ไปกับการควบคุมโรค ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้ แม้จะเติบโตได้ไม่มากนัก” นายหัสกรกล่าว

สำหรับปัจจัยบวกของตลาดอสังหาริมทรัพย์มาจากมาตรการรัฐ ทั้งการผ่อนคลายมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV 100% และการต่ออายุมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปอีก 1 ปี ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มีผลในเชิงบวกต่อตลาด จากการผ่อนปรนให้ผู้ซื้อสามารถขอสินเชื่อได้ 100% และช่วยลดภาระจากมาตรการลดค่าโอน ขณะเดียวกันยังส่งผลเชิงจิตวิทยาจากการที่ภาครัฐใช้อสังหาฯเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะสร้างบรรยากาศที่ดีต่อตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

นอกจากนี้ อานิสงส์จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองจะช่วยให้ผู้ประกอบการชะลอการปรับราคาบ้านตามต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับขึ้นไปแล้ว 5-30% เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการยังคงให้ความสำคัญกับสภาพคล่องมากกว่าผลกำไร การลดค่าโอนจึงช่วยให้ผู้ประกอบการนำประโยชน์ที่ได้จากส่วนนี้ส่งต่อไปให้ผู้บริโภคทั้งในเรื่องของการจัดโปรโมชั่น หรือการชะลอการปรับขึ้นราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

พฤติกรรมผู้ซื้อบ้านแนวราบมีกลุ่มลูกค้าที่เคยอยู่ในเมืองขยับออกมาพักอาศัยชานเมือง เพื่อซื้อบ้านที่ได้พื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ได้อยู่กับครอบครัวที่ขยายใหญ่ขึ้น ได้ประโยชน์จากการอยู่อาศัยที่คุ้มค่าขึ้นจากการที่จะต้อง work from home ส่วนคอนโดมิเนียมจะเริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่กลับไปดีเท่ากับช่วงก่อนปี 2560 โดยบ้านแนวราบและคอนโดฯ จะทำการตลาดเจาะลูกค้าเรียลดีมานด์ที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงเป็นกลุ่มหลัก

นายหัสกรกล่าวว่า สถานการณ์โควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ บริษัทมีการปรับตัว 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การบริหารสภาพคล่อง ทั้งปริมาณเงินที่เป็นรายรับเข้ามาและเงินที่จะต้องใช้จ่ายออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทให้สำคัญที่สุด โดยโฟกัสที่การขายและการก่อสร้างที่จะต้องสอดรับกันระหว่างรายรับกับรายจ่าย มีการวางแผนงานก่อสร้างกับงานขายที่ต้องประชุมติดตามกันอย่างใกล้ชิด

2.ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของพนักงานและลูกค้า พนักงานที่มีการสัมผัสใกล้ชิดลูกค้าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยมีการตรวจ ATK การทำความสะอาดบ้านตัวอย่างและสำนักงานขายอย่างสม่ำเสมอ อุปกรณ์ทำความสะอาดและป้องกันต่าง ๆ มีการเตรียมพร้อมในทุกโครงการ รวมถึงการให้พนักงานสลับกัน work from home เพื่อลดความหนาแน่นของแต่ละไซต์โครงการ เป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

และ 3.การปรับปรุงระบบการทำงานของบริษัทให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น โปรดักต์มีการออกแบบบ้านใหม่รองรับ New Lifestyle ที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคโควิด


“กานดาฯ รีดีไซน์แบบบ้านในสไตล์ English Garden ที่เพิ่มพื้นที่รองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายจากการที่ผู้บริโภคต้องใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และนำสไตล์การจัดสวนแบบอังกฤษมาช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลายในโครงการ โดยนำมาใช้กับโครงการไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม.14 ที่เพิ่งเปิดตัวต้นเดือนธันวาคม 2564 เป็นโครงการแรก และจะนำไปใช้กับทุกโครงการใหม่ในปี 2565 เริ่มที่โครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ที่คาดว่าจะเปิดตัวเดือนกุมภาพันธ์นี้

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับแนวคิดการพัฒนาโครงการในทุกโครงการ จากเดิมที่ใช้ 4 Kanda Concept เพิ่มเป็น 5 Kanda Concept ประกอบด้วย 1.Eco Smart การใช้พลังงานทางเลือก โดยใช้หลักการของ 3R-Reduce Reuse Recycle
2.Easy Maintenance การออกแบบบ้านให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต การเลือกใช้วัสดุที่ทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3.Multi Generation ออกแบบบ้านที่คำนึงถึงการอยู่อาศัยร่วมกันของแต่ละช่วงวัย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่
4.Flood Protection การออกแบบโครงการให้มีระบบป้องกันน้ำท่วม

และ 5.Space Matter การให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยเพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ เช่น บ้านหนึ่งหลังออกแบบให้มี 4 ห้องนอน ด้วยจำนวนห้องที่หลากหลายทำให้เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนห้องได้ตามประโยชน์การใช้สอย รวมไปถึงการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้สอยให้เหมาะสมทุกจุดในบ้าน

“แผนระยะสั้น 1-2 ปีหน้า การดาฯ วางเป้าขยายทำเลใหม่เพิ่มปีละ 1-2 ทำเล ถัวเฉลี่ยเปิดโครงการปีละ 5-10 โครงการ ตั้งเป้าเติบโตปีละ 10-20% หรือมีรายได้ 2,000-2,500 ล้านบาท”

ขณะที่แผนระยะกลาง 3-5 ปีหน้า วางเป้าในการเติบโตที่สูงขึ้น กลยุทธ์สำคัญมีการขยายธุรกิจเพิ่มจากปัจจุบันที่มีธุรกิจสำนักพิมพ์ออนไลน์ และการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาปล่อยเช่าในระยะยาว ในอนาคตจะมีการขยายธุรกิจไปในอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น ๆ เพิ่ม ตั้งเป้ามีรายได้เฉลี่ยปีละ 3,000-3,500 ล้านบาท

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ