รู้จัก “ธนาคารอาหารออนไลน์” แห่งแรกของไทย

รู้หรือไม่! ในประเทศไทยมีผู้ขาดแคลนอาหารกว่า 1-2 ล้านคน และยิ่งไปกว่านั้นจำนวนประชากรที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน (อดมื้อกินมื้อ, ไม่มีรายรับมากพอในแต่ละวัน) ในช่วงวิกฤตโควิด 2 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีมากถึง 8 ล้านคน (อ้างอิงจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติและธนาคารโลก)

ขณะที่อาหารส่วนเกิน(Food Surplus) ที่มากกว่า 50% กลายเป็นขยะอาหาร สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นมลพิษยากต่อการจัดการ แต่รู้ไหมว่าอาหารส่วนเกินเหล่านี้ จริงๆ แล้วเป็นอาหารที่ปลอดภัย มีคุณค่าตามหลักโภชนาการ

ล่าสุดทางบริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ได้จับมือมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย หรือมูลนิธิเอสโอเอส(SOS) เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับการจัดตั้ง “ธนาคารอาหารออนไลน์” ด้วยระบบ “คลาวด์ ฟู้ด แบงค์” ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้เป็นพื้นที่ใหม่สำหรับอาหารส่วนเกินเพื่อส่งต่อให้ผู้ที่ขาดแคลน

โดยมุ่งจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ นำส่งต่อแก่ชุมชนขาดแคลน องค์กรสาธารณกุศลและผู้ด้อยโอกาส หวังเป็นส่วนหนึ่งของการลดปัญหาขยะและอาหารเหลือทิ้งในเมือง

“โทมัส วิลสัน” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต(AZAY) กล่าวว่า กลุ่มอลิอันซ์(Allianz) ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งสร้างความยั่งยืน โดยยึดมั่นในหลักการ ESG ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การลดขยะ และการใช้พลังงาน เป็นต้น

นอกจากนั้นในช่วงสถานการณ์โควิด ที่หลายคนประสบปัญหาเรื่องรายได้และความเป็นอยู่ เราได้สนับสนุนอาหารให้กับชุมชนที่ขาดแคลนทั่วกรุงเทพ ทำให้เรามองเห็นถึงความต้องการอาหารที่มีอยู่ และมองหาพันธมิตรที่จะร่วมช่วยกันเติมเต็มความต้องการดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิ SOS ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มุ่งทำภารกิจเพื่อการลดปริมาณการสูญเสียอาหาร โดยนำอาหารส่วนเกินไปบริจาคให้แก่ผู้ที่ต้องการ

อลิอันซ์อยุธยาฯ ในฐานะบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จึงอาสานำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดภารกิจนี้ โดยได้จัดทำแพลตฟอร์ม “คลาวด์ ฟู้ด แบงค์” ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงผู้ที่ต้องการบริจาคอาหาร และกลุ่มคนที่ขาดแคลนอาหารมาเจอกัน สามารถจัดสรรการรับและการส่งต่ออาหารได้อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทได้ลงทุนเงินจำนวนประมาณ 2 ล้านบาท ในการจัดทำแพลตฟอร์มนี้ ถือเป็นธนาคารอาหารออนไลน์แห่งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

“เราตั้งเป้าจะบริจาคอาหารปีนี้ให้ได้ 2 ล้านมื้อ จากปีที่แล้วที่ได้ร่วมมือกันทำได้กว่า 1 ล้านมื้อ”

Advertisement

ด้าน “เจมส์ เลย์สัน” กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ กล่าวว่า มูลนิธิเอสโอเอส มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่อลิอันซ์อยุธยาฯ เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนในสังคม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องอาหารส่วนเกิน ที่มูลนิธิเอสโอเอสมุ่งให้ความสำคัญและดำเนินการเพื่อลดปริมาณการสูญเสียอาหารและป้องกันผลกระทบที่เกิดจากขยะอาหารมาอย่างต่อเนื่อง

การที่อลิอันซ์อยุธยาฯ นำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดการทำงานของเรา กลายเป็นระบบ SOS Cloud Food Bank จะทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพการจัดการได้เป็นเท่าทวีคูณ ทั้งในแง่ของการเข้าถึงผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การบริหารการจัดเก็บ และการส่งต่ออาหาร

ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรผู้บริจาคอยู่ในระบบของเรากว่า 700 องค์กร และมีผู้รับความช่วยเหลือกว่า 1,000 ชุมชนทั่วประเทศ เราเชื่อว่าเมื่อนำเทคโนโลยีจากอลิอันซ์อยุธยาฯ เข้ามาใช้งานจะทำให้สามารถเพิ่มการรับและส่งต่ออาหารได้มากกว่าเดิมถึง 25%

ซึ่งปีนี้เราตั้งเป้าการส่งต่ออาหารส่วนเกินไว้ที่ 600 ตัน ซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนได้เพิ่มขึ้นผ่านการแจกจ่ายอาหารส่วนเกินคุณภาพสูงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ระบบคลาวด์ ฟู้ด แบงค์ (Cloud Food Bank) เป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการจัดทำโดย อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ที่ต้องการบริจาคอาหาร และกลุ่มคนที่ขาดแคลนอาหารมาเจอกัน

โดยมีมูลนิธิเอสโอเอส โครงการรักษ์อาหาร (SOS Thailand) เป็นตัวกลางในการจัดสรรการรับและการส่งต่ออาหารอย่างเป็นระบบ โดยผู้บริจาคและผู้รับบริจาค ต้องลงทะเบียนผ่านระบบ เพื่อให้มูลนิธิสามารถตรวจสอบและติดต่อประสานงานได้

โดยปัจจุบันยังกำหนดให้ผู้รับบริจาคเป็นกลุ่มบุคคล เช่น หัวหน้าชุมชน องค์กรสาธารณะที่มีภารกิจในการดูแลผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น โดยประเภทอาหารที่ต้องการ ได้แก่ อาหารกระป๋อง อาหารปรุงสาเร็จ ของว่าง (Boxset) ข้าวสาร เส้นก๋วยเตี๋ยว อาหารแห้ง ขนมปัง Bakery ผัก ผลไม้ นม นมผง ผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์แช่แข็ง กระดูกไก่ ไข่ เต้าหู้ น้ำดื่ม น้ำผลไม้ เครื่องปรุงต่าง ๆ อาทิ น้ำมัน น้ำปลา น้ำส้มสายชู เป็นต้น

“แคทลียา-ธีระโกเมน” รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรอง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราได้ร่วมงาน SOS มานานกว่า 2 ปีแล้วในช่วงการระบาดโควิด ช่วงนั้นจะมีการล็อกดาวน์ทั้งห้างและร้านอาหารจะเกิดการล็อกดาวน์ โดยสิ่งที่เราเจอคือความต้องการลูกค้าและวัตถุดิบที่ลดลง แต่เกษตรกรที่เราได้ทำความร่วมมือกันปลูกวัตถุดิบขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเกิดอาหารส่วนเกิน(Food Surplus)

สิ่งที่เราทำคือพยายามหาช่องทางที่เป็นตลาดให้กับเกษตรกร โดยเอ็มเคซื้อสินค้าของเกษตรกรในราคาที่ตกลงกันไว้ และมาแจกจ่ายให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบโควิด มีทั้งให้ตรงและทำเป็นข้าวกล่องส่งโรงพยาบาล และร่วมมือกับ SOS หนึ่งในพาร์ตเนอร์หลักของเราที่ช่วยให้อาหารลงไปถึงที่ชุมชน

“Goetz Bauer” General Manager Hua Hin Marriott Resort & Spa กล่าวว่า นอกจากดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงแรมแมริออทหัวหินแล้ว ผมยังดูความยั่งยืนของเครือโรงแรมแมริออททั้งหมดด้วย โดย 50 โรงแรมในเครือได้ร่วมทำงานร่วมกับมูลนิธิ SOS และถือเป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์โรงแรมรายแรกๆ ที่ได้เข้าร่วม โดยได้มีอาหารส่วนเกินที่มอบให้คือในส่วนไลน์ Buffet แบบ A La Carte ไม่ว่าจะเป็นอาหารปรุงสุก ขนมปัง และผลไม้พร้อมทาน โดยได้ร่วมมือจัดตั้งครัวชุมชนเพื่อนำอาหารเหล่านี้ไปแจกจ่าย