คริปโทเคอเรนซี่ 101 เงินดิจิทัลและผลกระทบ ทางสังคม-เศรษฐกิจ (4)

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย www.lawreform.go.th

ตอนที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตและกลไกการทำงานของเงินดิจิทัลหรือเงินคริปโทไปแล้ว ครั้งนี้ กองพัฒนากฎหมายขอเน้นเรื่อง ผลกระทบของระบบการเงินดิจิทัลแง่มุมต่าง ๆ ที่ผู้วางนโยบาย นักกฎหมาย หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปควรคำนึงถึง แบ่งเป็น 5 ประเด็นหลัก คือ ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ ผลกระทบสถานะทางการเงินประชาชนจากประพฤติมิชอบ ผลกระทบความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี เนื่องจากประเด็นที่ต้องพิจารณามีความละเอียดซับซ้อน จึงแบ่งการนำเสนอเป็น 2 ตอน ครั้งนี้ขอเสนอ 2 ประเด็นแรก วิเคราะห์ผลกระทบของระบบการเงินดิจิทัลต่อระบบเศรษฐกิจการเงินในระดับมหภาคและจุลภาค

1.ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ

ในมุมมองด้านกฎหมายและการเงิน (law and finance) ประเด็นที่สำคัญและต้องติดตามใกล้ชิดคือ ผลกระทบของระบบเงินดิจิทัลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แม้เทคโนโลยีต้นกำเนิดของเงินดิจิทัล จะเป็นระบบสารสนเทศแบบกระจายส่วน (P2P network) ก็ดี หรือเทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ก็ดี จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินก็ตาม แต่การนำเทคโนโลยีไปใช้ในการเก็งกำไรและการระดมทุนจนเกินความพอดี จนทำให้มูลค่าพุ่งทะยานสูงขึ้นไร้ขอบเขต ชวนให้คิดว่า เราควรต้องทบทวนความเหมาะสมของระบบการเงินดิจิทัลหรือไม่ เมื่อยังไม่สามารถกำกับดูแลทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะระบบเงินดิจิทัลตั้งอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างการกระจายอำนาจจากรัฐไปสู่ประชาชน หรือจากผู้ดูแลระบบไปสู่สมาชิกในเครือข่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่เด่นชัดที่สุดประการหนึ่งของเงินดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ราคาทรัพย์ดิจิทัลจึงผันผวนสูง ทุกภาคส่วนจึงควรติดตามอย่างใกล้ชิด

เราอาจจำแนกปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความผันผวนของทรัพย์ดิจิทัลได้ 5 ประการ

ประการแรก คือความไม่แน่นอนในการกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประเทศต่าง ๆ ยังคงถกเถียงกันกว้างขวาง โดยไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อยุติ ในทางกฎหมาย เงินดิจิทัลควรอยู่ในประเภทหลักทรัพย์ (securities) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. ในกรณีของประเทศไทย) หรือควรจะเป็นเงินสกุลใหม่ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลาง (ธนาคารแห่งประเทศไทย) หรือเป็นเพียงสินค้าประเภทหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนมือกัน นอกจากนั้นคำว่าเงินดิจิทัลยังคงก่อให้เกิดความสับสน เนื่องจากทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) แบ่งเป็นหลากหลายประเภทตามสิทธิ หน้าที่ และผลตอบแทนที่ผู้ถือครองจะได้รับ

ประการที่สอง ข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับการซื้อขายเงินดิจิทัล ในระยะหลัง หลายประเทศเริ่มมีข่าวว่า

จะมีการออกกฎกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หรือการที่องค์กรกำกับดูแลทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศออกคำเตือนเกี่ยวกับการซื้อขายเงินดิจิทัล บางประเทศมีแนวคิดถึงขั้นจะประกาศห้ามไม่ให้มีการซื้อขายเงินดิจิทัลเด็ดขาด หรือให้รัฐเข้ามาเป็นผู้จัดการระบบการเงินดิจิทัล (na-tionalisation) ก่อให้เกิดแรงต้านในหมู่นักลงทุน ส่งผลให้ราคาเงินดิจิทัลสกุลใหญ่ เช่น บิตคอยน์และอีเทอเรียม ตกลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ประการที่สาม ความไม่มั่นใจในราคาที่แท้จริงของเงินดิจิทัล (fundamental value) เพราะไม่มีรัฐสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเช่นกรณีเงินกระดาษ (fiat money) จึงมีข้อห่วงกังวลกันมากว่า หากเกิดวิกฤตทางการเงิน ตลาดจะสามารถประคองราคาของเงินดิจิทัลไว้ในระดับปัจจุบันได้หรือไม่

ประการที่สี่ การขาดสภาพคล่อง เนื่องจากจำนวนเหรียญของเงินดิจิทัลในตลาดมีน้อย นักลงทุนรายใหญ่ที่ถือครองเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ารวมสูงมากพอแม้เพียงรายเดียวก็สามารถก่อให้เกิดความโกลาหลในตลาดได้ หากมีการเทขายอย่างกะทันหัน (blockholder)

ประการสุดท้าย ความพยายามในการโจรกรรมข้อมูลคอยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่ออนาคตของระบบการเงินดิจิทัล

ปัจจัยความเสี่ยงที่ค่าเงินดิจิทัลจะปรับตัวลดลงอย่างกะทันหัน และการขาดสภาพคล่องในตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลลำดับรอง ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เมื่อนักลงทุนเริ่มใช้วิธีการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการกู้โดยตรง หรือ short selling หรือ margin trading โดยเฉพาะกรณีที่นักลงทุนประกอบธุรกิจในลักษณะเชื่อมโยงกับองค์กรและบริษัทอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจหลัก อาทิ กรณีที่รัฐเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นที่ประกอบธุรกิจรับฝากเงินและปล่อยเงินกู้ให้ประชาชน หรือบริษัทประกันภัยที่ขายผลิตภัณฑ์ประกันมูลค่าหลักทรัพย์ (credit default swap) มีอิสระซื้อขายเก็งกำไรค่าเงินดิจิทัล

ความเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างซับซ้อนเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบการเงินรุนแรง เพราะระบบโครงสร้างการทำงานของเงินดิจิทัลได้รับการออกแบบเพื่อเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นอย่างดีจนองค์กรกำกับดูแลไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้ใกล้ชิด เป็นอุปสรรคทำให้องค์กรกำกับดูแลเหล่านี้ไม่สามารถยื่นมือเข้ามาแก้ไขหรือลดผลกระทบของปัญหาความผันผวนของค่าเงินดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที

2.ผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของประชาชนทั่วไป

นอกจากประเด็นด้านเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลอาจส่งผลกระทบในระดับจุลภาคต่อประชาชนทั่วไป เพราะประเภทการลงทุนและระดับการลงทุนของนักลงทุนหลากหลาย มีตั้งแต่ผู้มีความรู้ประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นจนถึงมือสมัครเล่น โดยคนกลุ่มหลังอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งถึงความเสี่ยงของการซื้อขายเงินดิจิทัล ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้ความผันผวนของค่าเงินนี้เองอาจทำให้เกิดความสูญเสียด้านการเงินและเกิดเป็นปัญหาสังคมและเศรษฐกิจตามมา

ประเด็นที่น่าห่วงกว่าการลงทุนในทรัพย์สินหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงของการลงทุนอย่างถ่องแท้คือ การใช้เงินดิจิทัลในการประกอบกิจการที่เป็นการหลอกลวงประชาชน และส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไนจีเรียเป็นอุทาหรณ์ เหตุการณ์แรกคือ มีขบวนการฉ้อฉลพอนซี (Ponzi scheme) ชื่อว่า MMM (Mavrodi Mondial Moneybox)

ซึ่งเป็นขบวนการในลักษณะที่รู้จักกันในประเทศไทยจากกรณีแชร์แม่ชม้อย ได้สัญญากับผู้ลงทุนว่าโครงการดังกล่าวจะจ่ายผลตอบแทนอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนภายในระยะเวลา 30 วัน ผู้สนใจต้องโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโครงการ เมื่อรัฐบาลไนจีเรียมีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารขบวนการฉ้อฉลนี้ก็มีการชักชวนให้ประชาชนลงทุนผ่านเงินดิจิทัลสกุลบิตคอยน์แทนการทำธุรกรรมผ่านธนาคารเพื่อหลีกหนีการติดตามของทางการ

ปลายปี พ.ศ. 2559 ผู้บริหารโครงการนี้ตัดสินใจยกเลิกกิจการและหยุดจ่ายเงินปันผลกะทันหัน โดยพบภายหลังว่าชาวไนจีเรียกว่า 3 ล้านคนสูญเงินลงทุนไปกับโครงการฉ้อโกงนี้ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 พันล้านบาท) ซึ่งมหาศาลสำหรับประเทศที่มีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวน้อยกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (96,000 บาท) ต่อปี

ข่าวการฉ้อโกงด้วยเงินดิจิทัลนี้กลับจุดประกายให้ประชาชนชาวไนจีเรียเริ่มให้ความสนใจกับเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ บิตคอยน์อย่างมาก ปีที่ผ่านมา ปริมาณการทำธุรกรรมผ่านเงินบิตคอยน์เพิ่มอย่างก้าวกระโดดจากมูลค่ารวม 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4.7 ล้านดอลลาร์ภายใน 1 ปี เมื่อความนิยมในบิตคอยน์เพิ่มขึ้น ความพยายามของสิบแปดมงกุฎในการสร้างกลอุบายเพื่อหลอกลวงประชาชนก็เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยอาชญากรมักมาในรูปแบบการส่งอีเมล์หรือข้อความโดยอ้างเจ้าชายไนจีเรียต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เสนอให้เหยื่อโอนเงินสกุลท้องถิ่นเพื่อแลกกับบิตคอยน์ หรือบางรายสร้างประวัติเท็จเพื่อให้ผ่านกระบวนการสอบประวัติ

ข้อควรคำนึงถึงทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคเป็นเหมือนอาหารสมองให้ทั้งรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปขบคิดเพื่อออกแบบกำกับติดตามดูแลระบบการเงินดิจิทัลเพื่อจัดการกับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของประเทศได้ สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทุนหรือจับจองเงินดิจิทัลเพื่อเก็งกำไรควรระวังถึงความผันผวนของราคา และมูลค่าของเงินดิจิทัลแต่ละสกุลที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนั้น ควรระลึกอยู่เสมอว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดโอกาสให้อาชญากรเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบได้ทุกเมื่อ สำหรับครั้งต่อไป ผู้เขียนขอนำเสนอประเด็นผลกระทบด้านสังคมของระบบการเงินดิจิทัลและประเด็นอื่น ๆ อีก 3 ประเด็น

 

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

Previous article“รัสเซีย” ประกาศไล่นักการทูตตะวันตก 150 คนออกนอกประเทศ เส้นตาย 5 เมษานี้!
Next article“กนอ.” สั่งปิดชั่วคราว “อัคคีปราการ” โรงงานทำลายขยะเคมีระเบิดในนิคมฯบางปู