มีทัวร์ต้องมีไกด์ ท่องเที่ยว “ใครได้-ใครเสีย”

ทัวร์
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
[email protected]

จากประกาศราชกิจจานุเบกษาว่าด้วยประกาศคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวฯ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดให้มีมัคคุเทศก์ต่อจำนวนนักท่องเที่ยว พ.ศ. 2566 ที่ระบุว่า ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวต้องจัดให้มีจำนวนมัคคุเทศก์ หรือไกด์ อย่างน้อย 1 คนต่อจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 50 คน

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้ามี “ทัวร์” ต้องมี “ไกด์” นักท่องเที่ยวจะแค่ 1 คน หรือจะกี่คนก็ต้องมีไกด์

หลังราชกิจจานุเบกษาออกเผยแพร่เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2566 ประกาศดังกล่าวถูกแชร์ไปในแวดวงของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวทุกแขนงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกระแสของเสียงคัดค้าน ทั้งในส่วนตลาดอินบาวนด์ และโดเมสติกส์ เพราะถ้ามี “ทัวร์” แต่ไม่มี “ไกด์” จะผิดกฎหมายทันที

งานนี้พี่ใหญ่ที่ออกโรงแรงจึงเป็นสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ซึ่งดูแลนักท่องเที่ยว “กรุ๊ปทัวร์” ที่ระบุว่า ประกาศนี้ไม่เป็นไปตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวของโลกที่แสวงหาความอิสระ และเลือกซื้อสินค้า บริการ ตามที่ตนเองต้องการ

พร้อมโยนคำถามว่า การที่รัฐบาลออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิของผู้บริโภคนั้นทำได้ด้วยหรือ

ประเด็นนี้ดิฉันได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายคน ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่ว่า นักท่องเที่ยวซื้อแพ็กเกจทัวร์ไปเที่ยวกับเพื่อน 2 คน หรือไปกับครอบครัว 4-5 คน ต้องใช้ไกด์

แต่ยังไม่แรงเท่าคำถามที่ว่า ข้อบังคับลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวหรือผู้บริโภคอย่างเราถูกละเมิด “สิทธิ” หรือเปล่า ?

และยังชี้ว่า ประกาศนี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวโดยตรงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัททัวร์ ซึ่งไม่เข้มแข็งอยู่แล้วยิ่งแย่ไปใหญ่

เพราะเป็นไปได้อย่างมากว่านักท่องเที่ยวจะเลิกใช้บริการบริษัททัวร์ แล้วหันไปเดินทางเอง สุดท้ายบริษัททัวร์ก็จะออกจากระบบ หันไปทำธุรกิจโดยไม่ผ่านบริษัท ซึ่งก็เสี่ยงกับการโดนจับข้อหาทำทัวร์ไม่มีใบอนุญาตอีก

คำถามตามมาคือ เมื่อบริษัททัวร์ทำงานไม่ได้ แล้วจะเข้มแข็งได้อย่างไร อะไรคือการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ขณะที่ “จาตุรนต์ ภักดีวานิช” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ บอกว่า หัวใจของประกาศฉบับนี้เปลี่ยนแปลงเพียงแค่การกำหนดว่า ให้มีไกด์ 1 คนต่อนักท่องเที่ยว 50 คนเท่านั้น

ส่วนที่ผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ว่า นักท่องเที่ยว 1 คน หรือ 4-5 คน ก็ต้องมีไกด์นั้นประกาศฉบับนี้ไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 เลย

โดยย้ำว่ามาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ เดิมก็ระบุไว้ว่า ธุรกิจนำเที่ยวจะต้องจัดให้มีมัคคุเทศก์หรือผู้นำเที่ยวเดินทางไปกับนักท่องเที่ยว ความหมายคือ มีนักท่องเที่ยว 1 คนก็ต้องมีไกด์อยู่แล้ว

พร้อมย้ำว่า ประเด็นที่อยากทำความเข้าใจมาก ๆ ก็คือ ประกาศนี้บังคับใช้เฉพาะกรณีที่เป็นแพ็กเกจทัวร์เท่านั้น ไม่ได้รวมการใช้บริการเช่ารถ จองโรงแรม ฯลฯ อย่างที่หลายคนเข้าใจ


ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทั้งรัฐและเอกชนคงต้องทำความเข้าใจกันดี ๆ เพราะเรื่องนี้กระทบนักท่องเที่ยว กระทบบริษัททัวร์ และกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยของเรา