ปีสุดท้ายของดอกเบี้ยถูก วัดปรอทเศรษฐกิจรอเลือกตั้ง

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย วิไล อักขระสมชีพ

เข้าสู่กลางปี 2561 อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารหลายสถาบันการเงิน ต่างก็บอกในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่ดอกเบี้ยจะถูกแล้ว เพราะปลายปีนี้เป็นต้นไป มีโอกาสที่ดอกเบี้ยในตลาดจะเริ่มขยับปรับ “ขึ้น” ตามทิศทางดอกเบี้ยโลกที่นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และอาจมีโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็จะเริ่มขยับเช่นกัน

ดังนั้น หากใครมีแผนจะกู้เงิน ก็วางแผนกันเลย เพราะหากไปกู้ปีหน้า จะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นได้

ส่วนใครที่ยังมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ก็รีบแก้ไขกันด่วน ๆ ซึ่งล่าสุด คลินิกแก้หนี้ ได้ปรับเกณฑ์ผ่อนคลายลงเป็น “เวอร์ชั่น 2” แล้ว เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 นี้เป็นต้นไป ซึ่งลูกหนี้สามารถติดต่อ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ บสส. จะเป็นตัวกลางในการดูแลลูกหนี้ที่เข้ามาใช้บริการ

สำหรับคลินิกแก้หนี้เวอร์ชั่น 2 ได้ผ่อนเกณฑ์ใหม่ โดยคุณสมบัติที่จะเข้าโครงการแก้หนี้ในรอบนี้ คือ เป็นลูกหนี้รายย่อย หรือบุคคลธรรมดาที่มีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งมีปัญหาค้างชำระ (หนี้เสีย) นานกว่า 3 เดือน กับธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป โดยเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี และกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีแล้วแต่ยังไม่มีคำพิพากษา

นาทีนี้ หากมีช่องทางไหนที่จะช่วยลดภาระหนี้สินให้ได้ ก็รีบจัดก่อนที่จะต้องเจอภาระที่หนักขึ้นจากดอกเบี้ยแพงที่อาจจะปรับขึ้นในปีหน้า

แต่พูดจริงๆ เลยนะคะ จะผ่อนเกณฑ์กี่เวอร์ชั่น ก็แก้หนี้คนจนไม่ได้

เพราะเรื่องหนี้สินในภาคครัวเรือน ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเศรษฐกิจไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยโครงสร้างสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำของคนจนและคนรวยที่ถ่วงกว้างขึ้น แม้ว่ารัฐบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร “ลุงตู่” ที่โดดเข้ามาบริหารประเทศไทย ที่เน้นปฏิรูปประเทศไทยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ผลทางปฏิบัติ

ก็ยังพบความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจนสูงขึ้นทุกที ขณะที่หนี้ครัวเรือนของคนไทยก็ยังมีสัดส่วนสูง 77.5% ของจีดีพี ซึ่งปีที่ผ่านมา ตัวเลขจีดีพี (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ก็ขยายตัวดีด้วย แต่คนไทยก็ยังมีหนี้เพิ่มขึ้น

และล่าสุด แบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2561 นี้ ขยายตัวได้ราว 4% ต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ขยายตัวในระดับเดียวกัน ทว่าไส้ในที่เศรษฐกิจขยายตัวดีในช่วง 3 เดือนแรกที่ผ่านมา ก็มาจากภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง

แต่ถ้าดูการบริโภคภาคเอกชน ธปท. ก็ยอมรับว่า กำลังซื้อ โดยรวมยังไม่เข้มแข็งโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะที่คนที่มีกำลังซื้อ จะกระจุกตัวดีในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางจนถึงคนรวยเหมือนเดิม

เป็นภาพที่ยังตอกย้ำหัวอกคนจนในประเทศไทย เพราะขนาดรัฐบาลส่ง “บัตรสวัสดิการคนจน” มาช่วยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ก็แค่ “กระพี้” เพราะกำลังซื้อของกลุ่มรายได้น้อยก็ไม่ได้พีกขึ้น

ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น หลังจากที่ถูกรัฐบาลทหาร “ลุงตู่” มานาน 4-5 ปีนับจากปี 2557 แล้ว ซึ่งเกมเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ถูกกำหนดโดยรัฐบาล “ลุงตู่” ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับจ้องในเกมนี้ คือ จุดยืนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี และกำหนดเวลาเลือกตั้งที่ชัดเจน

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

วันนี้ ปัจจัยการเลือกตั้งถูกจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ในประเทศ ที่นักวิเคราะห์นักเศรษฐศาสตร์ มองในทางเดียวกันว่ามีความไม่แน่นอนสูง ย่อมกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ความเสี่ยงที่พรรคการเมืองใหญ่ (ของอดีตนายกฯที่เป็นแค่กระพี้ของลุงตู่) อาจกลับเข้าวิน ซึ่งก็น่าจะเปลี่ยนทิศนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างรัฐบาล “ลุงตู่” แน่นอน

ผลกระทบวงกว้างก็จะตามมาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือประชาชนไทย แต่อาจจะดีบ้าง เมื่อการเลือกตั้งจะทำให้เงินสะพัดจากการหาเสียง แต่หลังจากนั้นก็ดูกันต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ภาคเอกชนก็คงต้องมานั่งปรับทิศปรับแผนเชิงธุรกิจกันแน่นอน นอกเหนือจากเจอปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ไม่ว่าปัจจัยต่างประเทศที่มีทั้งเรื่องกีดกันการค้า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การขยายตัวของเศรษฐกิจมหาอำนาจ จีน-สหรัฐ เป็นต้น แม้วันข้างหน้าจากนี้จะไปทิศทางไหนยากจะคาดเดาได้

แต่ขณะนี้ ก็ยังใจชื้นที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งดี กลไกหลัก “การส่งออก-ท่องเที่ยว” จากเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัว แต่เศรษฐกิจในประเทศยังหนืดอยู่ เพราะแค่ต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลก็ลงทุนน้อย ภาคเอกชนก็ชะลอลงทุน ภาครัฐประกาศมีโครงการลงทุนต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ได้มีการก่อสร้างปักลงดินในโครงการต่าง ๆ ให้เห็นชัดเจน

ก็ได้แต่หวังแค่สั้น ๆ ว่า กลางปีนี้จะเห็นรัฐบาลลงทุนโครงการให้เห็นเป็นรูปธรรมเสียที ลมหายใจเศรษฐกิจในประเทศจะได้สดชื่นบ้าง

Previous articleผู้ป่วยเชื่อมั่น! เข้าคิวรับยา “หมอแสง” คาดถึงพรุ่งนี้ ยอดลงทะเบียนทะลุ 4 หมื่นราย
Next articleฟางเส้นสุดท้าย เมื่อทีวีดิจิทัลไม่เปรี้ยง