การทูตเชิงรุกที่เมียนมา

Parnpree Bahiddha-Nukara (AP Photo/Sakchai Lalit)
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การสู้รบระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่อต้านรัฐบาลกับกองทัพเมียนมาได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หลังกองกำลังร่วมต่อต้านกองทัพเมียนมา ที่นำโดยกองทัพปลดแอกแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเป็นหน่วยทหารของ KNU พร้อมด้วยกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) โจมตีค่ายทหารรอบๆ เมียวดี เมืองสำคัญที่เป็นช่องทางการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมา

โดยการสู้รบครั้งล่าสุด กองกำลัง KNLA สามารถยึดที่มั่นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้เกิดการอพยพหนีภัยสงครามข้ามชายแดนเข้ามายังประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

การยึดเมืองเมียวดีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา เป็นยุทธการทางทหารที่ต่อเนื่องมาจากการที่กลุ่มภราดรภาพ ประกอบไปด้วย MNDAA TNLA และ AA ได้เปิดปฏิบัติการ 1027 เมื่อปลายปี 2566 และยึดเมืองสำคัญในรัฐฉานติดชายแดนจีน ส่งผลให้สงครามกลางเมืองในเมียนมาขยับเข้ามาประชิดชายแดนไทยทางด้านตะวันตกที่มีพรมแดนติดต่อกันมากกว่า 2,400 กม.

นอกเหนือไปจากคลื่นผู้อพยพหนีภัยสงครามการเมืองแล้ว เมืองเมียวดียังเป็นประตูการค้าชายแดนสำคัญเป็นลำดับที่ 2 ที่สินค้าอุปโภค-บริโภคจากฝั่งไทยถูกส่งเข้าไปในเมียนมา การยึดเมืองเมียวดีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาจึงส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนของภาคเอกชนไทยทันที

เบื้องต้นหลังมีการปิดด่านศุลกากรไม่ให้คนเมียนมาเดินทางข้ามฝั่งมายัง อ.แม่สอด ส่งผลให้การค้า 2 ฝั่งซบเซา รถบรรทุกจากฝั่งไทยติดค้างอยู่ที่เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา

Advertisment

เมื่อการค้าผ่านด่านศุลกากรดำเนินการตามปกติไม่ได้ การค้าในตลาดมืด การลักลอบข้ามพรมแดนจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง จากความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้ายุทธปัจจัยจากฝั่งเมียนมา การหนีภัยเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงคราม รวมถึงการค้ามนุษย์ กำลังกลายเป็นปัญหาที่จะตามมา

รัฐบาลโดยคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจบริหารสถานการณ์อันเนื่องมาจากความไม่สงบในเมียนมา โดยมีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน มีหน้าที่ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งมิติการต่างประเทศ-การค้าเศรษฐกิจชายแดน-ความมั่นคง

ที่สำคัญคณะกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้ยังสามารถดำเนินการทางการทูตเชิงรุกที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในเมียนมาได้อีกด้วย โดยบทบาทการทูตเชิงรุกนับเป็นความจำเป็นของประเทศไทยที่เป็นด่านหน้าต้องเผชิญกับเมียนมาที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน

แต่ต้องสอดคล้องกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงโดยทันที เพื่อบรรลุถึงทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาของชาวเมียนมาเอง

Advertisment