นับหนึ่งแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว

บทบรรณาธิการ

หลังเปิดทำการมาตั้งแต่ 24 ก.ค. 2560 วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั่วประเทศได้ปิดรับคำยื่นขอใช้แรงงานต่างด้าวของนายจ้างเป็นทางการแล้ว ยอดล่าสุดปรากฏว่ามีนายจ้างมาขึ้นทะเบียนยื่นคำขอใช้แรงงานต่างด้าว รวมทั้งหมด 7.72 แสนราย

ขั้นตอนต่อจากนี้ไป กระทรวงแรงงานจะนัดหมายวัน เวลา ให้นายจ้างพาลูกจ้างมาตรวจสอบคัดกรองความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง จากนั้นจะออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) นำไปสู่ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ ประทับตราวีซ่า และออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าตลอดระยะเวลา 15 วัน มีนายจ้างที่ว่าจ้างคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ไม่มีเอกสาร หรือไม่มีใบอนุญาตทำงาน มายื่นคำขอใช้แรงงานต่างด้าว ที่ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก จากเดิมคาดว่าจะมีผู้ยื่นคำขอใช้แรงงานต่างด้าว 1.5 ล้านคน แต่ปรับลดเหลือ 8 แสนคน ถึง 1 ล้านคน

ทั้ง ๆ ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนฝ่ายนายจ้างพยายามกระตุ้นเตือนให้นายจ้างรีบดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย เพราะหลังสิ้นสุดระยะเวลาเปิดทำการของศูนย์รับแจ้งครั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะไม่เปิดให้นายจ้างมาขึ้นทะเบียนขอใช้แรงงานต่างด้าวครั้งใหม่อีก

ขณะเดียวกันเมื่อผ่านพ้นช่วงระยะเวลาผ่อนปรนการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 33/2560 ไปแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป นายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการผิดกฎหมายจะมีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้น คือต้องเลิกจ้าง หรือมิฉะนั้นก็ต้องส่งตัวลูกจ้างแรงงานต่างด้าวกลับประเทศต้นทาง

เท่ากับการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวโดยนำกฎหมายมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดจริงจังจะเริ่มต้นนับหนึ่ง หลังเปิดโอกาสให้นายจ้าง ผู้ประกอบการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมปรับตัวนานกว่า 5 เดือน หากเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ จากนี้ไปปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานเถื่อน แรงงานทาส จะค่อย ๆ ลดน้อยลง

นายจ้าง และผู้ประกอบการ จึงต้องตระหนักและเห็นถึงความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมาย ปรับโหมดใหม่สู่การแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง


ทั้งหมดนี้แม้จะทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิบัติตามกฎกติกาสากลนอกจากส่งผลด้านบวกต่อนายจ้าง ผู้ประกอบการแล้ว ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นประเทศอีกด้วย