ที่สุด “สนามบินสุวรรณภูมิ”

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย ประเสริฐ จารึก

หลังรัฐบาลทุ่ม 123,942 ล้านบาท เนรมิตทุ่งหนองงูเห่า 20,000 ไร่ เป็นสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ เปิดบริการวันที่ 28 ก.ย. 2549

จากรูปแบบก่อสร้างที่สุดอลังการ ทำให้ “สนามบินสุวรรณภูมิ” สร้างสถิติของโลกในเวลานั้น ถูกบันทึกเป็นสนามบินมีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 132.2 เมตร มีอาคารผู้โดยสารใหญ่ที่สุด ด้วยพื้นที่ใช้สอย 563,000 ตารางเมตร


ล่าสุด “สนามบินสุวรรณภูมิ” คว้าอันดับที่ 36 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก จากผลการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลก หรือ World Airport Awards ประจำปี 2018 โดยสกายแทรกซ์ (Skytrax) ที่ได้สำรวจความเห็นจากผู้ใช้บริการสนามบินกว่า 100 ชาติ ใน 550 สนามบินทั่วโลก

และจากการที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากขึ้นทุก ๆ ปี ทำให้ธุรกิจการบินโตกระฉูด คนล้นทะลักสุวรรณภูมิ สถิติล่าสุดมีคนใช้บริการถึง 61 ล้านคนต่อปี เกินขีดความสามารถ 45 ล้านคนต่อปี ทำให้รัฐบาลเร่งขยายสนามบินสุวรรณภูมิเป็นระยะที่ 2-5 วางกรอบพัฒนาไปถึงปี 2573 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน “ทอท.-บมจ.ท่าอากาศยานไทย” กำลังโหมตอกเข็มสุวรรณภูมิระยะที่ 2 อย่างหนักหน่วง หลังอัดเงินอีก 51,862 ล้านบาท จะเปิดใช้กลางปี 2563 รองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปี

และเพื่อไม่ให้ขาดช่วงได้เร่งประมูลก่อสร้างระยะที่ 3 ต่อทันทีในปี 2562 แล้วเสร็จในปี 2564 สามารถรองรับผู้โดยสาร 90 ล้านคนต่อปี

จากนั้นเดินหน้าขยายระยะที่ 4 ในปี 2564-2569 และระยะที่ 5 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของโครงการในปี 2568-2573 เมื่อครบทั้งโครงการจะมี 3 อาคารผู้โดยสาร 2 อาคารเทียบเครื่องบิน 4 รันเวย์ ทำให้สุวรรณภูมิใน 10 ปีข้างหน้ารองรับผู้โดยสาร 150 ล้านคนต่อปี

“เอนก ธีระวิวัฒน์ชัย” รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง ฉายภาพความเป็นที่สุดของสนามบินสุวรรณภูมิ ให้ฟังว่า สุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีมาตรฐานสากล มีพื้นที่ทั้งหมด 20,000 ไร่ เทียบเท่าสนามฟุตบอล 2,962 สนาม

ขณะที่สุวรรณภูมิระยะที่ 2 ที่กำลังสร้าง จุดเด่นคือตัวอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 สูง 4 ชั้น ความยาว 1,000 เมตร เทียบเท่าตึก 8 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 216,000 ตารางเมตร เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลมาตรฐาน 20 สนาม มีพื้นที่หลังคาปกคลุม 80,000 ตารางเมตร เท่ากับสนามฟุตบอล 7 สนาม เป็นอาคารประหยัดพลังงาน เพราะใช้แสงธรรมชาติผ่านกระจกลดการเปิดไฟสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 60 ล้านคนต่อปี ใกล้เคียงกับสนามบินสิงคโปร์ และสามารถปล่อยเที่ยวบินได้ 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เฉลี่ย 1 นาที : 1 ลำ

ยังมีพื้นที่ลานจอดถึง 250,000 ตารางเมตร 28 หลุมจอด รับเครื่องบินขนาดใหญ่ A380 พร้อมกันได้ 8 เครื่อง และขนาดอื่นอีก 20 เครื่องในเวลาเดียวกัน

ขณะที่งานภาคสนามเป็นศูนย์รวมของภาคก่อสร้าง ทั้งผู้รับเหมาระดับแถวหน้าของประเทศ แรงงานกว่า 5,000 คน ใช้เสาเข็ม 3,946 ต้น จาก 4 บริษัทชั้นนำ คอนกรีต 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร และเหล็ก 130,000 ตัน

อีกหนึ่งไฮไลต์มีขุดดิน 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ลึกเท่ากับตึก 3 ชั้น เพื่อสร้างชั้นใต้ดินของอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) หรือรถไฟฟ้าไร้คนขับที่จะเปิดบริการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

โดยรถไฟฟ้าสายนี้มีความยาว 1 กิโลเมตร รับส่งผู้โดยสารอาคารเดิมบริเวณ concoruse D ไปอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ในเวลา 2 นาที โดยใช้ระบบของซีเมนส์ เป็นระบบล้อยาง วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มี 6 ขบวน ขบวนละ 2 ตู้ รวม 12 ตู้ รองรับได้ 6,000 คนต่อชั่วโมง

สุดท้ายระบบลำเลียงกระเป๋า จะเป็นระบบที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในโลก สามารถลำเลียงสัมภาระได้สูงสุด 180 ใบต่อนาที ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 60 เมตรต่อนาที หรือ 10,800 ใบต่อชั่วโมง

นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย เป็นฮับการบินของอาเซียน