สึนามิ เทคโนโลยี ทำลายล้างธุรกิจ(เก่า)

คอลัมน์ สามัญสำนึก

โดย สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

 

สถานการณ์ของโลกธุรกิจ ที่เผชิญความท้าทายจากพลังการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ทำให้บางคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า “สึนามิ เทคโนโลยี”

ในอดีตธุรกิจนำเทคโนโลยีมาต่อยอดมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ แต่ด้วยศักยภาพความสามารถของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ), บล็อกเชน, บิ๊กดาต้า, คลาวด์ คอมพิวติ้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น และขณะเดียวกันก็ได้ทำลายร้ายธุรกิจดั่งเดิม

สะท้อนจากการจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกล่าสุดของ BrandZ Top 10 Most Valuable Global Brands 2017พบว่า Top 5 ในปีนี้เป็นแบรนด์จากบริษัทเทคโนโลยีทั้งหมดที่เบียดแซง Consumer Brand ขึ้นมายกแผง

โดยอันดับ 1 ยังเป็นของ “กูเกิล” ตามด้วย แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, อเมซอน และเฟซบุ๊ก โดยอันดับ 1-2-3 ยังเป็นหน้าเดิมแต่อันดับ 4 และ 5 เป็นหน้าใหม่ที่มูลค่าแบรนด์ก้าวกระโดดขึ้นมา โดยเฉพาะ “อเมซอน” ที่มีมูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้นถึง 41% จนทำให้เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งอเมซอนได้ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก แม้ว่าธุรกิจของอเมซอนจะเป็นธุรกิจค้าปลีกแต่ก็เป็นค้าปลีกบนแพลตฟอร์มใหม่ (อีคอมเมิร์ซ) ที่กำลังมาแรง

ขณะที่ “เฟซบุ๊ก” มูลค่าแบรนด์เพิ่มขึ้น 27% ยังรักษาระดับการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมา (เม.ย.-มิ.ย.60) เฟซบุ๊กมีรายได้ถึง 9,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 312,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนตัวเลขกำไรพุ่งขึ้นถึง 71% หรือคิดเป็น 3,900 ล้านดอลลาร์ หรือราว 131,000 ล้านบาท โดยมีพลังจากฐานผู้ใช้บริการของเฟซบุ๊กกว่า 2,010 ล้านราย หรือกว่า 1 ใน 4 ของประชากรโลกเป็นตัวขับเคลื่อน

ขณะที่ธุรกิจยักษ์ใหญ่ (ยุคเก่า) กำลังถูกสึนามิเทคโนโลยีซัดกระหน่ำ หลายธุรกิจกำลังพังพาบ เพราะตั้งตัวไม่ทัน ที่เห็นชัดก็คือธุรกิจสื่อดั่งเดิมทั้งหลาย รวมถึงกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินที่กำลังเร่งปรับตัว ทรานฟอร์มธุรกิจ ทรานฟอร์มองค์กร เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค

แม้แต่ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์ หรือบริษัทน้ำมันที่เดิมเคยเป็นแบรนด์แถวหน้า ตอนนี้ก็ร่วงจากตาราง เพราะเทรนด์เทคโนโลยี “รถยนต์ไฟฟ้า” ไปจนถึง “รถยนต์ไร้คนขับ” กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์

และไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่ต้องเร่งทรานฟอร์มตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา แต่รัฐบาลของหลายประเทศก็กำลังปวดหัว ต้องปรับกระบวนความคิดกระบวนการทำงานเพื่อที่จะให้เท่าทันกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพราะธุรกิจแพลตฟอร์มใหม่กำลังมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นหนามยอกอกรัฐบาลนานาประเทศ เพราะธุรกิจสร้างรายได้ให้กับบริษัทมหาศาล แต่อาจไม่มีรัฐบาลประเทศไหนได้ประโยชน์

จากการลงทุนของบริษัทเหล่านี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเห็นได้จากกรณีเฟซบุ๊ก กูเกิล อโกด้า หรือ แอร์บีเอ็นบี การลงทุนของธุรกิจเหล่านี้ใช้แรงงานคนน้อยมาก ลงทุนที่เป็นทรัพย์สินจับต้องได้น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีบนคลาวด์ นอกจากนี้รัฐบาลแต่ละประเทศก็ยังมีปัญหาที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีของธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะทุกอย่างอยู่บนโลกดิจิทัลไม่มีพรมแดน

ล่าสุดก็มีรายงานข่าวว่า รัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีเตรียมหาช่องทางให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จ่ายภาษีอย่างเท่าเทียมกัน หลังจากบริษัทเหล่านี้ไปตั้งสำนักงานใหญ่ในไอร์แลนด์และลักเซมเบิร์กเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำและนี่ยังเป็นโจทย์ท้าทายของทุกประเทศ