ความผันผวนตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน

คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม บลจ.วรรณ

 

ตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลงตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.จนถึงปัจจุบัน และในหลายตลาดถือเป็นการปรับลงมามาก เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก ผมมีความเห็นดังนี้

1) ตลาดผันผวนมากเป็นเรื่องปกติของภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและปลายวัฏจักรเศรษฐกิจสหรัฐ (late cycle) ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกจะมีวิกฤต ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐจะพบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (technical re-cession) อย่างเร็วที่สุดจะเกิดในปี 2020 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าอย่างเร็วสุด ขณะที่การเร่งเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงต้น วัฏจักรของการขึ้นดอกเบี้ย อาจจะทำให้ผู้ลงทุนประสบกับภาวะผันผวนในตราสารหนี้เช่นกัน และอาจจะขาดทุนได้ระยะหนึ่งจนกว่าดอกเบี้ยจะนิ่ง

ซึ่งจากสัญญาณล่าสุดของ Fed ชี้ว่าในปีหน้าจะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ซึ่งทุก ๆ ครั้งของการขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลลบต่อตราสารหนี้ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่ในปัจจุบัน นักลงทุนจะรีบเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ในปีหน้า ถือเป็นโอกาสที่เหมาะที่จะเริ่มทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางขึ้นไป (อายุตราสารหนี้มากกว่า 5 ปี) เพราะตลาดได้รับรู้ผลกระทบจากการที่ทั่วโลกและในประเทศไทยเริ่มอยู่ในทิศทางของการขึ้นดอกเบี้ยเข้าไปในราคาตราสารหนี้ระดับหนึ่งแล้ว

2) ความเสี่ยงภาวะ inverted yield curve ซึ่งเป็นสัญญาณชี้นำภาวะเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐ ทำให้นักลงทุนกังวลและเร่งลดความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในเชิงพื้นฐานพบว่าล่าสุดในต้นเดือน ต.ค. IMF รายงานภาวะแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าที่เดิมคาดจะเติบโต 3.9% ทั้ง 2 ปีลงเป็นขยายตัวที่ 3.7% ทั้ง 2 ปีหรือลดลง 0.2% จากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่ 3.7% ถือว่าดีกว่าค่าเฉลี่ยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ 3% อย่างมาก นอกจากนี้ในภาพย่อยเศรษฐกิจประเทศส่วนใหญ่ของโลกยังขยายตัวได้ดีจนธนาคารกลางหลายประเทศไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้

3) ความกังวลเรื่องสงครามทางการค้าของสหรัฐและจีน ที่ยังต้องรอผลการเจรจาเพิ่มเติมจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า และการจับกุมตัวผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของจีนในประเทศแคนาดาตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐ ทำให้ซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น

4) เมื่อดอกเบี้ยเป็นทิศทางขาขึ้นและ yield อยู่ในทิศทางขาขึ้นตามดอกเบี้ยสหรัฐ รวมทั้งความกังวลจากข้อ 1), 2) และ 3) ในข้างต้น สิ่งที่ตามมาคือมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินจะต้องถูกมาประเมินความเหมาะสมกันใหม่ว่าถูกหรือแพงไปหรือไม่

ดังนั้นเราจะเห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรมและบริษัทที่มี P/E หรือ forward P/E สูง ๆ โดยที่กำไรต่อหุ้นไม่ได้เพิ่มมากหรือเพิ่มน้อยจะถูกเทขาย ดังนั้น Rector IT หรือหุ้นกลุ่ม tech ที่ P/E และ forward P/E สูง โดนเทขายมากสุดและตามมาด้วยหุ้นหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ (cyclical sector)

5) นักลงทุนควรพิจารณาที่ปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น นักลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนระยะกลาง-ยาว ในปีหน้า ควรใช้โอกาสนี้ทยอยซื้อถัวหรือลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานที่ดี

สำหรับนักลงทุนไทยในปลายปีนี้ ควรใช้สิทธิ์นี้พิจารณาลงทุนในกองทุนประหยัดภาษี ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว (LTF) และสามารถลดภาษีได้ด้วย

Previous articleรวมประเด็นโลกน่าจับตา ปี 2019
Next article“ชาตินิยมจีน” พ่นพิษ บทเรียนจาก D&G สู่ Apple