เศรษฐกิจจีนปี 2019 ความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย

ในขณะที่ประเทศจีนพยายามทำให้ประชาคมโลกเห็นความเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น ความร่วมมือ RCEP และโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นต้น ซึ่งทำให้จีนมีอิทธิพลกับประเทศขนาดเล็กต่าง ๆ มากขึ้นในฐานะคู่ค้า หรือผู้ลงทุนรายใหญ่นั้น จีนเองกลับโดนท้าทายอย่างมากจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของตน สงครามการค้าได้เกิดขึ้นระหว่างเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งกับอันดับสองของโลก และส่งผลให้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2018 เป็นต้นมา คำถามที่ตามมาคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีลักษณะอย่างไร และธุรกิจไทยควรเตรียมรับมืออย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีองค์ประกอบสำคัญ คือ ความเชื่อมั่น ทั้งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่จะขยายการลงทุน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะจับจ่ายใช้สอย สาเหตุที่มองไปที่เรื่องความเชื่อมั่น เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่จีนต้องเจอกับการท้าทายจากคู่ค้าที่อาจมีอำนาจต่อรองมากกว่า และอาจมีความได้เปรียบมากกว่าในบางมิติ เช่น มูลค่าการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐที่สูงถึงราว 5 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าสหรัฐของจีน มีไม่ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของจีนที่จะตอบโต้สหรัฐโดยใช้ภาษี เป็นต้น

นอกจากนี้ ลักษณะของสินค้าที่จีนส่งไปสหรัฐเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งการชะลอลงของการส่งออกจะส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนของเอกชนและการจ้างงาน ต่างจากสินค้าที่สหรัฐส่งไปจีนที่เป็นสินค้าเกษตร ซึ่งการชะลอลงน่าจะมีผลกระทบการลงทุนเอกชนและการจ้างงานค่อนข้างน้อย ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ ผู้บริโภคและนักธุรกิจของจีนจึงมีความกังวลค่อนข้างมากเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานและอนาคตของรายได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นในการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (China Consumer Confidence Index) และของภาคธุรกิจ (IHS Markit China Business Outlook)

สำหรับผู้บริโภค ความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเริ่มมีผลต่อการใช้จ่ายในสินค้าที่มีมูลค่าสูง หรือต้องใช้สินเชื่อ เช่น รถยนต์ และบ้าน เป็นต้น โดยช่วง 4 เดือนสุดท้ายปี 2018 ยอดขายรถยนต์ในจีนลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 และเนื่องจากยอดขายรถยนต์มีสัดส่วนเกือบ 30% ในยอดค้าปลีกในประเทศทั้งหมด จึงเป็นเหตุให้การเติบโตของยอดค้าปลีกลดลงเหลือแค่ 8% จากที่เคยเติบโตได้ 9-10% ตอนต้นปี

ในส่วนของภาคธุรกิจ ภาคการผลิตชะลอตัวลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2018 โดยสิ่งที่มีผลกระทบกับประเทศไทยค่อนข้างมากคือ การลดการนำเข้าสินค้าเพื่อภาคการผลิต ซึ่งน่าจะเป็นการที่ผู้ประกอบการในจีนเตรียมรับมือกับยอดการส่งออกที่จะลดลงในระยะต่อไป ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ถูกต้องเพราะยอดส่งออกโดยรวมของจีนหดตัวในเดือนธันวาคม 2018

ผู้เขียนมองว่าสำหรับไตรมาสแรกของปี 2019 นี้ ยังมีความเสี่ยงที่ความตึงเครียดเกี่ยวกับสงครามการค้าจะกดดันความเชื่อมั่นของภาคเอกชนจีนต่อไป แม้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้หารือกันระหว่างการประชุม G20 ที่อาร์เจนตินา เมื่อ 1 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งสองฝ่ายหยุดตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันเป็นเวลา 90 วัน เพื่อหันมาเจรจาและหาข้อสรุปร่วมกันให้ได้ภายใน 1 มีนาคม 2019 ก็ตาม

เป้าหมายที่ทางสหรัฐกำหนดไว้สำหรับช่วง 90 วันนี้ คือ การบรรลุข้อตกลงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ที่จะทำให้สหรัฐลดการขาดดุลการค้าจากจีนได้ และสามารถเข้าไปลงทุนในจีนได้โดยเสรีมากขึ้น โดยไม่มีข้อกำหนดให้ต้องเปิดเผยเทคโนโลยี เป็นต้น

ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า คงไม่สามารถเป็นไปได้ในระยะเวลาอันสั้น สิ่งที่อาจคาดหวังได้มากกว่า คือ การเพิ่มระยะเวลาการเจรจา โดยทางการจีนมีทีท่าอ่อนลงเล็กน้อย หลังเริ่มเข้าซื้อผลผลิตเกษตรสำคัญอย่างถั่วเหลืองในช่วงเดือนธันวาคม รวมทั้งลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐมาอยู่ที่ระดับ 15% จาก 40% และล่าสุดหลังการเจรจาเจ้าหน้าที่ระดับสูงนัดแรกในช่วง 7-9 มกราคม 2019 ตัวแทนสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า การเจรจามีความคืบหน้า โดยจีนได้ให้สัญญาว่าจะซื้อสินค้าจำนวนมากจากสหรัฐทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร พลังงาน รวมถึงสินค้าในภาคการผลิตและบริการ แต่ทั้งหมดนี้ยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก

ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ สหรัฐอาจปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีน มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จาก 10% เป็น 25% และในกรณีแย่กว่านั้นคือการประกาศเก็บภาษีกับสินค้านำเข้าจีนอีก 2.67 แสนล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นชนวนให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ต่ำกว่ากรอบ 6.0-6.5% ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินได้

การชะลอตัวของกำลังซื้อจากจีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจไทยควรเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้าในปีนี้ ในปัจจุบันตลาดจีนมีความสำคัญมาก โดยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นประมาณ 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดมูลค่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และมีนักท่องเที่ยวมาไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทั้งหมดปีละเกือบ 40 ล้านคน นอกจากนี้ ชาวจีนเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในระยะหลังอีกด้วย

ในส่วนของภาคการส่งออก หากปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวจีนยังมีอยู่ต่อไป ยอด retail sales ในจีนก็มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งนี้ สินค้าฟุ่มเฟือยที่ไทยส่งออกไปจีนส่วนใหญ่ คือ สินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและอัญมณี ส่วนยอดขายรถยนต์ก็มีความเสี่ยงที่จะหดตัวต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในสินค้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ ยางรถยนต์ รวมถึงรถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าส่งออกที่เป็นสินค้าขั้นกลางใน supply chain ของผู้ผลิตจีน เช่น ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจร ของใช้ในบ้านและออฟฟิศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ก็มีแนวโน้มชะลอตัวต่อไปเช่นกัน

สำหรับการท่องเที่ยว จากการสำรวจเรื่องการท่องเที่ยวโดยความร่วมมือกันระหว่าง Nielsen และ Alipay ในปี 2017 ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ให้ความคุ้มค่ากับนักท่องเที่ยว (excellent value for overseas travel) จึงน่าจะยังดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ อย่างไรก็ดี หากคนจีน

ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง ก็อาจลดการช็อปปิ้งในต่างประเทศได้ ซึ่งจากการสำรวจของ Nielsen และ Alipay ชาวจีนใช้จ่ายเกี่ยวกับการช็อปปิ้งมากถึง 762 ดอลลาร์ หรือราว 25% ของงบประมาณในการท่องเที่ยว สูงกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ใช้แค่ 486 ดอลลาร์ หรือ 15%

โดยชาวจีนนิยมการซื้อของในร้าน duty-free เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้ สินค้าที่คนจีนนิยมซื้อ ได้แก่ สินค้าเกี่ยวกับความงามและการดูแลผิวพรรณ สินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และของฝากทั่วไป ตามลำดับ

ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในที่ที่ชาวจีนนิยมซื้อบ้านในต่างประเทศ จากรายงานของ FT Confidential Research ชาวจีนนิยมซื้อที่ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน หรือราว 5 ล้านบาท อยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี ตามลำดับ ซึ่งความเชื่อมั่นที่ลดลง ย่อมน่าจะส่งผลให้ชาวจีนชะลอการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ความเสี่ยงนี้เป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นกัน โดยมีการเปิดเผยข้อมูลว่าในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2018 ที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยพึ่งพาอุปสงค์จากต่างชาติถึง 31% หรือเป็นมูลค่าการซื้อขายเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์คงต้องปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับอุปสงค์จากต่างชาติที่อาจชะลอลงได้

ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่จีนกำลังเผชิญได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของชาวจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปี 2019 เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนการตลาดและการลงทุนได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ดี ประเทศจีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงหลายฝ่ายประเมินว่าประเทศใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลกก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น ด้วยความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น ผู้เขียนมองว่าการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะด้านสภาพคล่อง ควรเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญมากขึ้นเป็นพิเศษในปีนี้

 

Previous article‘ทรัมป์’ เผยส่งทหารแทรกแซงเวเนฯ เป็นหนึ่งในทางเลือก
Next articleการ์ตูนขุนพล : สิงโตวันตรุษ!