พลิกฟื้น ขสมก.ต้องรื้อใหญ่

บทบรรณาธิการ

หากเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้กระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจแก้ปัญหาภาระหนี้สินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่ต้องปรับรื้อโครงสร้างฟื้นฟูกิจการครั้งใหญ่ ลดภาระหนี้สะสมวงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังยืดเยื้อมานานจนกลายเป็นมหากาพย์


จากก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหนี้สาธารณะ ที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ ขสมก.โอนหนี้ก้อนโตทั้งเงินต้น ดอกเบี้ยที่คั่งค้างรอการสะสางมานานนับสิบปี ให้เป็นหนี้ของรัฐบาล

โดยกำหนดเงื่อนไขให้ ขสมก.ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ สาระสำคัญ คือ 1.รัฐบาลรับภาระหนี้สินเดิมของ ขสมก. 1.12 แสนล้านบาท 2.จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 849 คัน รถไฟฟ้า รวมสถานีชาร์จไฟ 35 คัน รถไฮบริด 1,435 คัน เช่ารถไฮบริด 400 คัน เช่ารถเมล์เอ็นจีวี 300 คัน ปรับปรุงรถเก่า 323 คัน

3.ทยอยปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 16-24 บาท 4.จัดทำโครงการเกษียณอายุตั้งแต่ปี 2563-2565 รวมวงเงิน 6,004 ล้านบาททั้งนี้ ระหว่างปี 2562-2565 ขสมก.ต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องและลงทุน รวม 16,038 ล้านบาท จากนั้น ขสมก.จะมีรายได้จากการดำเนินการเพิ่มขึ้น การขาดทุนจะลดน้อยลง จนถึงปี 2566 ผลการประกอบการจะมีกำไร สามารถนำไปชำระคืนเงินกู้เสริมสภาพคล่องได้ในปี 2572 และชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้ได้ทั้งหมดในปี 2578

อย่างไรก็ตาม กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ขสมก.ให้สำเร็จ สามารถสร้างรายได้พลิกสถานะจากขาดทุนให้ฟื้นกลับมามีกำไรจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนภายในองค์กรทั้งพนักงาน ผู้บริหารไม่ยอมปรับตัว ผนึกกำลังกันร่วมขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูให้บรรลุเป้าหมาย

ที่ต้องเร่งดำเนินการคือการรื้อโครงสร้างเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ขสมก.ให้เห็นผล ลดต้นทุนการเงิน การให้บริการ การเดินรถ ควบคู่กับนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้

การฟื้นฟูกิจการจึงจะเป็นไปตามเป้า ตอบโจทย์ความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการได้ตรงจุด นำมาซึ่งจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลง ขสมก.จะมีรายได้เพิ่มในระดับที่สามารถพึ่งพาตนเอง ไม่เป็นภาระกับเงินงบประมาณภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีประชาชน

ที่สำคัญ ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ให้เกิดรูรั่วไหล มหากาพย์หนี้แสนล้านที่กำลังจะจบลง จะได้ไม่ย้อนกลับมาหลอกหลอนซ้ำ

Previous article“กม.ไซเบอร์” ยังต้องตามต่อ แนะจับตา “เกณฑ์กำกับ-ตั้งบอร์ด”
Next articleเจ็บเฉียดร้อย! อุบัติเหตุเรือข้ามฟากญี่ปุ่นชนอย่างแรงกลางทะเล คาดคู่กรณีเป็น “วาฬ”