สามสารพิษ

คอลัมน์ คนเดินตรอก
โดย ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

การถกเถียงเรื่องควรห้ามสารพิษ 3 ตัวที่เกษตรกรใช้ฆ่าหญ้าและวัชพืชที่ขึ้นมาแย่งอาหารและแสงแดดจากพืชเศรษฐกิจ ทำให้พืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดที่เกษตรกรปลูก อันได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้หลายชนิด พืชทั้ง 6 ชนิดมีเพียงชนิดเดียวที่ไม่ได้ใช้บริโภค คือ ยางพารา ซึ่งปกติพื้นดินก็ร่มไม่มีแดดมากพอให้หญ้าขึ้น ไม่เหมือนพืชอื่น ๆ ต้องแข่งขันกับหญ้าและวัชพืช ที่ต้องกำจัดก็เพื่อไม่ให้มาแย่งอาหาร น้ำ และแสงแดด กับพืชเศรษฐกิจดังกล่าวที่จะทำให้ผลผลิตลดลง หากจะใช้วิธีถางและดายหญ้าโดยแรงงานคนก็จะทำให้ต้นทุนแพงขึ้น และอาจจะไม่คุ้มกับค่าแรงที่ต้องใช้ในการกำจัดหญ้าและวัชพืชดังกล่าว

การถกเถียงยุติลงเมื่อคณะกรรมการควบคุมวัตถุอันตราย กระทรวงอุตสาหกรรม มีมติเป็นเอกฉันท์ห้ามผลิต นำเข้าจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง สารพิษทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต paraquat ไกลโฟเซต glyphosate และคลอร์ไพริฟอส chlorpyrifos ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าเป็นสารพิษชนิดร้ายแรง ที่ต้องห้ามการใช้และการมีอยู่ในครอบครองอย่างสิ้นเชิง

การโต้เถียงกันระหว่างตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีเป็นพิษดังกล่าว กับข้าราชการและนักวิชาการฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ยาฆ่าหญ้า 3 ชนิดก็ควรจะยุติ เพราะพิษสงของยาฆ่าหญ้า 3 ชนิดเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าอันตรายต่อชีวิต ทั้งผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง รวมทั้งทำให้พื้นดินเสียหายจากการมีสารพิษเจือปน มีวิธีอื่นที่จะกำจัดวัชพืชและหญ้า แม้ราคาแพงก็ต้องยอม เพราะไม่มีอะไรแพงไปกว่าชีวิตมนุษย์

ปัญหาที่เกิดเป็นคำถามจึงไม่ควรจะถามว่า ควรจะห้ามหรือไม่ห้ามการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิด เพราะคณะกรรมการควบคุมสารพิษ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน รวมทั้งนักวิชาการต่างเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ให้ยกเลิกการใช้สารพิษอย่างเด็ดขาด ผู้ใดมีใช้ในครอบครองมีความผิดทางอาญา

ผู้ได้ประโยชน์คือผู้บริโภค เพราะลดความเสี่ยงที่จะต้องบริโภคสารพิษที่ติดมากับพืชผักและอาหาร อาจต้องจ่ายเงินแพงขึ้นในการซื้อพืชผัก แต่คงแพงน้อยกว่าการซื้อพืชผักปลอดสารทั้ง ๆ ที่พืชผักปลอดสาร ปลอดจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่มีผลทางจิตใจ เพื่อประโยชน์ดังกล่าวผู้บริโภคก็ต้องจ่าย เพราะในโลกเศรษฐกิจไม่มีอะไรฟรี ขณะที่เกษตรกรมีทั้งได้และเสีย ที่ได้คือไม่ต้องสัมผัสสารพิษร้ายแรง 3 ชนิดนี้ สามารถใช้สารอื่นที่อาจมีประสิทธิภาพไม่มากเท่า มีราคาแพงกว่า ผลผลิตต่อไปอาจจะน้อย ต้นทุนต่อหน่วยแพงขึ้น แต่หากต้นทุนเกษตรกรทุกคนแพงขึ้นเหมือนกันหมด ราคาพืชผักผลไม้ซึ่งไม่ขึ้นกับราคาตลาดโลกก็จะแพงขึ้นชดเชยต้นทุน ถ้าหากเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกโดยส่งออกหรือนำเข้า เช่น มันสำปะหลัง อ้อยและน้ำตาล ข้าวโพด ปาล์มน้ำมันที่ราคาขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก หักด้วยค่าขนส่ง ผู้ผลิตต้องรับภาระหากรับไม่ได้ก็ต้องจัดงบประมาณจากภาษีอากรชดเชย

ชาวนา ชาวสวนไทย มีงานวิจัยยืนยันว่าเป็นผู้ที่ปรับตัวต่อต้นทุน กำไร ขาดทุน สูงกว่าเกษตรกรอื่น ๆ และเป็นประเทศเดียวที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสุทธิ คือส่งออกมากกว่านำเข้า โดยเฉพาะธัญญาหาร ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ส่งออกได้โดยรัฐบาลไม่ได้จ่ายชดเชยการส่งออก ดูจากการยกเลิกโครงการจำนำข้าวมาเป็นปีที่ 6 การส่งออกข้าวไทยไม่ลดลง เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แสดงว่าที่ชาวนาและข้าราชการอ้างว่าทำการเกษตรแล้ว “ขาดทุน” จึงไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย สับปะรด ผลไม้ เช่น มังคุด ทุเรียน เงาะ ลางสาด ลองกอง ยูคาลิปตัส ไม่มีใครจะยอมขาดทุนหลาย ๆ ปีติดต่อกัน สัดส่วนหนี้เสียของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมีน้อยมาก เพียงร้อยละ 3-4 เท่านั้น เทียบกับลูกค้าธนาคารพาณิชย์ในยามเศรษฐกิจขาลง แสดงว่าภาคเกษตรกรรมไทยแข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วที่รัฐบาลชดเชยโดยภาษีอากร หรือให้ผู้บริโภครับภาระไป และส่งออกในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ขายในประเทศ

การยกเลิกการใช้สารพิษทั้ง 3 ตัว คงจะเป็นเรื่องใหญ่กระทบกระเทือนผลประโยชน์เป็นวงกว้าง ทั้งกับเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้นำเข้าและผู้ค้าสินค้าประเภทนี้ และจะมีผลทางการเมือง เห็นได้จากผู้แทนเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีอันเป็นพิษนี้ประกาศจะชักชวนกันไม่ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทย

ประเด็นเรื่องนี้เป็นกรณีที่น่าศึกษาอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลจะเข้าไปมีส่วนในการบรรเทาผลกระทบต่อผู้เสียประโยชน์ รัฐบาลควรจะจ่ายชดเชยให้กับผู้ใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ส่วนการจ่ายชดเชยเป็นสิ่งของ เช่น จ่ายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรืออื่น ๆ ไม่ควรทำ เพราะเป็นช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย จ่ายเป็นเงินสดเข้าธนาคารดีกว่า

สำหรับผู้บริโภคผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ จะต้องจ่าย 2 ทางทางหนึ่งคือ จ่ายซื้อสินค้าบางอย่าง เช่น ผัก ผลไม้ที่ไม่ได้ส่งออกแพงขึ้น ส่วนสินค้าที่ส่งออกคงต้องซื้อราคาเดิม ต้นทุนที่แพงขึ้น เกษตรกรต้องรับภาระเอง ส่วนที่ 2 ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายคือ ยอมให้รัฐใช้ภาษีอากรไปชดเชยให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

วิธีการชดเชยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอาจจะมีหลายวิธี เช่น ชดเชยการนำเข้าหรือการผลิตสารที่ใช้เป็นยาฆ่าหญ้าให้มีราคาถูกลง ส่วนจะสามารถทำให้ราคาถูกลงเท่าไหร่ อย่างไร ก็คงต้องมีการทำวิจัย

เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาวิชาเศรษฐศาสตร์โดยตรง คือ วิชาการคลังสาธารณะ public finance เศรษฐศาสตร์สวัสดิการ welfare economics และวิชารัฐศาสตร์ political science ซึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญวิชาทั้ง 3 เหล่านี้ คือ ดร.เจมส์ เอ็ม. บูเคแนน (James M. Buchanan)เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1986 ที่เสนอวิธีวัดผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นตัวเงิน

และจิตใจ ทั้งที่มองเห็นในระยะสั้นและระยะยาว และที่มองไม่เห็นในระยะยาว

ในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมกับผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ รวมทั้งสามารถอธิบายได้ว่า ผู้ได้ประโยชน์ต้องจ่ายให้กับผู้เสียประโยชน์เป็นจำนวนเงินเท่าใด ผู้บริโภคเป็นผู้ได้ประโยชน์เป็นผู้จ่ายผ่านของแพงขึ้น กับภาษีอากรที่รัฐบาลจะใช้ในการจ่ายชดเชยเกษตรกรผู้เสียประโยชน์สุทธิ เพราะเกษตรกรได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ได้ประโยชน์เพราะไม่ต้องใช้สารพิษในการผลิต เสียประโยชน์คือต้องจ่ายมากขึ้นในการกำจัดหญ้าและวัชพืช โดยใช้วิธีการอื่นแทน

เมื่อสังคมเจริญขึ้น ผู้คนมีฐานะความเป็นอยู่สูงขึ้นตามรายได้ ชีวิตก็มีราคาค่างวดสูงขึ้นด้วย ชีวิตของคนรวยมีค่ามากกว่าชีวิตของคนจน คนรวยจึงยินดีจ่ายเพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตความเป็นอยู่สุขภาพอนามัยมากกว่าคนจน สังคมทุกแห่งเป็นสังคมที่เป็นชีวิตอย่างนี้ ยิ่งเป็นสังคมที่เจริญและร่ำรวย ราคาค่างวดของชีวิตและสุขภาพคนรวยกับคนจนยิ่งต่างกันมากขึ้นเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศสังคมนิยม หรือที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ การห้ามใช้พาราควอตกับสารพิษอีก 2 ชนิด จึงได้รับความนิยมชมชอบและสนับสนุนจากผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกรอย่างท่วมท้น สุดที่สมาคมเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรจะต้านทานได้

การอยู่อย่างเดิมเป็น “ทางเลือกที่ดีที่สุด” หรือ “the best choice” ที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกร แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ เกษตรกรก็ควรเรียกร้องให้รัฐบาลเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดรองลงมา “the second best choice” สำหรับเกษตรกร ซึ่งได้แก่ มาตรการ “ชดเชย” หรือ “compensate” ด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งการชดเชยด้วยเงินด้วย

สำหรับผลกระทบต่อสังคมก็มี 2 เรื่อง เรื่องแรก สังคมได้ประโยชน์จากการได้รับความปลอดภัยในชีวิตสูงขึ้น น่าจะคุ้มกับภาษีอากร ข้อที่สอง แม้รัฐต้องใช้งบประมาณจ่ายชดเชยแก่เกษตรกร แต่ภาระของรัฐในการจ่ายในการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยจากการได้รับสารพิษนี้มากขึ้น ส่วนที่ต้องจ่ายงบฯชดเชยเกษตรกรกับงบฯรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยจากการได้รับสารพิษ จะมากน้อยเพียงใดคงต้องรอดูข้อมูลจากรัฐบาลต่อไป

ข้อเสียทางสังคมอีกข้อคือ ความขัดแย้งในสังคม ซึ่งอาจบานปลายเป็นข้อขัดแย้งทางการเมืองได้ เห็นได้จากการผู้นำเกษตรกรผู้ใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ประกาศจะชักชวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ คว่ำบาตรไม่เลือกผู้แทนจากพรรคภูมิใจไทยอีกต่อไป

การปรับตัวของเกษตรกรคงต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายใหญ่และปานกลางที่มีทุนพอในการปรับตัว ทั้งปรับขบวนการผลิตหรือเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอย่างอื่นที่เหมาะสมกับตลาดดินฟ้าอากาศ และระดับการศึกษาของคน หากสารพิษ 3 ชนิดที่เป็นยาฆ่าหญ้ามีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง

ต่อไปพืชผักน้ำที่เคยเป็นอาหารชาวบ้าน กุ้ง หอย ปู ปลา เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย ปลากระดี่ ปลาสลิด ปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน กบ เขียด แมงดา และอื่น ๆ ที่มีตามธรรมชาติท้องนา ที่ถูกยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงทำลายหายสูญไปก็อาจจะกลับมาเป็นอาหารอันโอชะกว่าที่เลี้ยงเป็นการพาณิชย์ก็ได้

ทางที่ดีควรจะพิจารณาว่านอกจากยาฆ่าหญ้าแล้ว ยังมีการฆ่าแมลงอย่างอื่นที่อันตรายแต่สามารถทดแทนด้วยสารชีวภาพอื่นหรือวิธีการผลิตอย่างอื่นอีกหรือไม่ เพราะคนไทยโดยส่วนรวมรวยขึ้น ชีวิตมีราคาค่างวดมากขึ้น ทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ผลิต เสียงประชาชนนี้สะท้อนมาจากทางการเมืองและผู้แทนราษฎร ถ้ายังเป็นสังคมเผด็จการ การโต้เถียงกันในเรื่องแบบนี้ก็จะไม่เกิด จะถูกหมกไว้ในลิ้นชัก ซึ่งหมกมาแล้วกว่า 7 ปี เท่ากับอายุของการทำรัฐประหาร

ประโยชน์ของประชาธิปไตยเป็นอย่างนี้