แพทย์ทางไกล “NU Med” ไม่ต้องรวย…ก็เข้าถึงได้

แพทย์ทางไกล “NU Med” ไม่ต้องรวย…ก็เข้าถึงได้

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย สร้อย ประชาชาติ

มีโอกาสได้ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก อัพเดตโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบของเทคโนโลยีที่ช่วยในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลในชนบท โดยผ่านเครือข่ายดิจิทัลความเร็วสูง ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก “กทปส.” กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่ง “กทปส.” ตั้งเป้าว่าจะเป็น “ต้นแบบการแพทย์ฉุกเฉินในชนบท”

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งทีมวิจัยอย่าง “ศ.ดร.ไพศาล มุณีสว่าง” คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร ไปจนถึงผู้ใช้ปลายทางอย่างแพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นิคมพัฒนา “ณวรรธ ปัญญาคำ” และทีม “อสม.” อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่ได้ลองใช้งาน ทำให้เห็นว่า telehealth ไม่ได้มีเฉพาะแต่ในรพ.เอกชนชั้นนำ แต่ใน รพ.ต่างจังหวัด หรือ รพ.สต.ก็เริ่มมีโอกาสเข้าถึงแล้ว แม้จะยังไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

เฟสแรก (ก.พ. 2560-ก.พ. 2561) ได้รับเงินวิจัย 9.49 ล้านบาท สร้างแอปพลิเคชั่น “NU Med” ให้แพทย์-พยาบาลใช้งาน โดยเป็นระบบให้คำปรึกษาด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงผ่านแท็บเลตและใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรมด้วยแว่นแสดงภาพเสมือนจริง มี 12 โรงพยาบาลเข้าร่วม

ในเฟสที่ 2 (ธ.ค. 2561-ธ.ค. 2562) ได้รับงบประมาณสนับสนุนอีก 14.66 ล้านบาท ได้ MOU กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุโขทัย เพื่อเชื่อมต่อกับทุก ๆ รพ.สต. และโรงพยาบาลศูนย์ ในทั้ง 2 จังหวัดกว่า 157 แห่ง โดยมีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลพุทธชินราชเป็นแม่ข่าย ผ่านแอปพลิเคชั่น “หมอรู้จักคุณ” ซึ่งได้แบ่งออกเป็นเวอร์ชั่นสำหรับแพทย์, คนไข้ และ อสม.

“การขาดแคลนแพทย์เป็นปัญหาระดับประเทศ อย่างที่พิษณุโลก มีโรงพยาบาลใหญ่ 1 แห่ง ระดับอำเภออีก 8 รพ.สต.อีก 147 แห่ง แต่มีแพทย์ไม่ถึง 500 คน แพทย์เฉพาะทางจะมี แค่ที่ รพ.ศูนย์ ไม่มีใน รพ.ระดับอำเภอ ส่วน รพ.สต. ไม่มีแพทย์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยคนไข้ก็เข้ามาแออัดใน รพ.เมือง ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาอย่างมากในการมารักษา การจะแก้ด้วยการวิ่งไล่ตามประชากร เพิ่มจำนวนแพทย์ขึ้นไปเรื่อย ๆ จะทำอย่างไรก็ตามไม่ทัน”

ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีจำกัดได้เชื่อมโยงกับผู้ป่วย กับข้อมูลเพื่อให้เกิดการรักษาได้อย่างทันทีทันใด ภายใต้ข้อมูลที่พร้อมซัพพอร์ตจึงเป็นทางออกที่สำคัญ รวมถึงการทำให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านสุขภาพที่ควรรู้ จะได้ดูแลตัวเองก่อนเกิดโรคจะยิ่งช่วยแก้ปัญหาในวงกว้างได้มากกว่า และเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่สำคัญของทีมวิจัยที่ต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี สุขภาวะที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โดยรูปแบบการทำงานของระบบคือมี 1.ศูนย์ข้อมูลที่มีทั้งข้อมูลภาพและเสียงที่คมชัด อาทิ การรักษาการอ่านภาพระบบ DICOM (digital imaging and communications in medicine) ของผู้ป่วยในลักษณะดิจิทัล ซึ่งสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างการรักษาได้

2.การให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต ผ่านการสื่อสารด้วย VDO call อาจเป็นเคสการผ่าตัด หรือกรณีผิดปกติทางร่างกาย การตรวจครรภ์ทางไกล ด้วยเทคโนโลยี AR อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างพยาบาล หรือนักศึกษาแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยีเสมือน

ขณะที่ในฝั่ง “อสม.” ก็ใช้แอปพลิเคชั่นนี้ ส่งรายงานสรุปรวมถึงสถานการณ์สุขภาพของชุมชนได้ อาทิ จำนวนลูกน้ำยุงลาย การตั้งครรภ์ของคนในชุมชน จำนวนผู้รับวัคซีน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลจำเป็นสำหรับการวางแผนและนโยบายด้านสาธารณสุข

และแม้ว่าบรรดา อสม.ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ไม่คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยี แม้แต่ “สมาร์ทโฟน” จนทำให้ช่วงแรกเมื่อเริ่มนำแอปพลิเคชั่นมาให้ลองใช้งาน ได้ทำให้ อสม.จำนวนหนึ่งรู้สึกอึดอัด แต่การใช้กลยุทธ์หลอกล่อของทีมงาน จนทำให้ อสม.เริ่มเปิดใจที่จะยอมใช้เทคโนโลยีและทำให้พบว่า เทคโนโลยีช่วยลดเวลาในการทำรายงานสรุป และยังมีคลังความรู้ในระบบที่เป็นประโยชน์ในการให้ข้อมูลกับคนในชุมชน

ที่สำคัญคือมีฟังก์ชั่น “ฉุกเฉิน” ที่สามารถกดเรียกสายด่วน 1669 ผ่านแอปพลิเคชั่น แล้วข้อมูลการเจ็บป่วยและประวัติการรักษาของคนไข้ก็จะถูกส่งไปที่ศูนย์ข้อมูลทันที ทำให้แพทย์มีข้อมูลพร้อมในการวินิจฉัยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น เป็นอีกงานวิจัยที่สร้างประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่อยู่แค่บนหิ้ง


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ