FinTech พันธมิตรหรือคู่แข่ง

FinTech พันธมิตรหรือคู่แข่ง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย ปาริชาติ จิรวัชรา, กานต์ชนก บุญสุภาพร ดีลอยท์ ประเทศไทย

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ FinTech หรือผู้ประกอบการที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมวงการการเงินอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถแบ่ง FinTech ออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามลักษณะผลิตภัณฑ์และบริการ ดังนี้

1) กลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดทุนและธนาคาร เช่น การชำระเงิน หรือ payment และด้านการให้กู้ยืม หรือ lending เป็นต้น

2) กลุ่มผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการการลงทุน

3) กลุ่มผู้ให้บริการด้านประกัน เช่น P2P insurance และการประกันส่วนบุคคล และ

4) กลุ่มผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น

โดยสตาร์ตอัพแต่ละกลุ่มมีจำนวนแตกต่างกัน หากพิจารณาในระดับโลกสตาร์ตอัพจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดทุนและธนาคารเป็นหลัก

โดยเฉพาะบริการด้าน payment ขณะที่ในไทยส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการให้บริการด้านการให้กู้ยืมเป็นหลัก นอกจากนี้ FinTech ยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนจากจำนวนสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นที่สูงถึงกว่า 40 ราย ซึ่งนับว่ามีปริมาณมากกว่าสตาร์ตอัพด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจท่องเที่ยว การศึกษา และค้าปลีก

อย่างไรก็ตาม นอกจากสตาร์ตอัพจะเข้ามาในตลาด FinTech อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ หรือ big tech เช่น Alibaba, Tencent และ Google ที่เข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น โดย big tech และเหล่าสตาร์ตอัพได้มุ่งพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ด้วยการนำ emerging technology มาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็น blockchain และ artificial intelligence หรือ AI

โดยล่าสุด Ant Financial ในเครือ Alibaba ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นชำระเงิน ได้เริ่มผลักดันให้เกิดวิธีการจ่ายเงินด้วยรูปแบบใหม่ จากเดิมที่ผู้บริโภคจ่ายเงินผ่าน QR code เปลี่ยนเป็นการยืนยันด้วยใบหน้าบุคคลแทน โดยมี AI เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับลูกค้าที่เป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากลูกค้าไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อจ่ายเงินในละครั้ง นอกจากนี้ เหล่า big tech ยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่เหนือกว่าผู้ประกอบการดั้งเดิม

ในด้าน ecosystem เช่น การมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและผู้ใช้งานจำนวนมาก ส่งผลให้มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริโภค หรือเรียกได้ว่ารู้จักผู้บริโภคเป็นอย่างดี จึงช่วยสนับสนุนให้สามารถนำ emerging technology มาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าจนเหนือกว่าผู้ประกอบการดั้งเดิม

เรียกได้ว่าการเข้ามาของ FinTech ได้สร้างความท้าทายแก่ผู้ประกอบการด้านการเงินแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทประกัน ซึ่งมีแนวโน้มถูกแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด อีกทั้งยังส่งผลให้ธุรกิจด้านการเงินการธนาคารกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดขึ้น เนื่องจากมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันจำนวนมากและนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่แปลกใหม่ตรงใจผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการแบบดั้งเดิมยังได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมอย่างการสูญเสียโอกาสในการได้รับข้อมูลการบริโภคของผู้ใช้บริการแก่เหล่าสตาร์ตอัพและ big tech เช่น การสูญเสียข้อมูล transaction ของผู้บริโภค แก่ผู้ประกอบการที่ให้บริการ e-Wallet เป็นต้น

ดังนั้น ท่ามกลางความท้าทายที่ถาโถมเข้ามานี้ ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นจากการพิจารณาปัจจัยที่ทางบริษัทให้ความสำคัญก่อน เช่น หากต้องการรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว ผู้ประกอบการควร outsource กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีไปให้บริษัทอื่นที่มีความเชี่ยวชาญทำก่อนเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการให้ความสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการมีอำนาจบริหารจัดการอย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการควรพัฒนาสินค้าและบริการด้วยตนเอง โดยการตั้ง FinTech Unit ขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยการตั้งบริษัทลูกแยกออกมาจากบริษัทแม่เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน และร่วมมือกับสตาร์ตอัพ หรือ big tech ในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ เช่น China Everbright Bank ร่วมมือกับ Ant Financial โดยใช้เทคโนโลยีของ Ant Financial ไม่ว่าจะเป็น artificial intelligence-related applications และ biometric verification technology เพื่อช่วยในการพัฒนาสินค้าและบริการแก่ลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้ธนาคารไม่ต้องกังวลเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ