“ภูมิใจไทย” ปั๊มหัวใจ “ทัวร์จีน”

“ภูมิใจไทย” ปั๊มหัวใจ “ทัวร์จีน”

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า [email protected]

 

เป็นกระแสข่าวใหญ่อีกครั้งสำหรับวงการธุรกิจท่องเที่ยวของไทย เมื่อเจ้ากระทรวงใหญ่ 3 กระทรวงหลักคือ ท่องเที่ยว, คมนาคม และมหาดไทย ซึ่งสังกัด “พรรคภูมิใจไทย” เรียกเอกชนถกด่วนถึงมาตรการกระตุ้นตลาดทัวร์จีน

พร้อมโยนโจทย์ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปสรุปแนวทางและรูปแบบของมาตรการที่คาดว่าจะกระตุ้นได้มานำเสนอให้เร็วที่สุดและทันใช้ในช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทยเป็นต้นไป

งานนี้วงในรายงานว่ามาตรการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชนถกกันเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นเรียบเรียงออกมาได้เป็น 10 มาตรการ

ยกตัวอย่างเช่น มาตรการเรื่องของวีซ่าในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งก็เคยคุยกันมาเป็นระยะอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง e-Visa, ฟรีวีซ่า, double entry visa หรือ multiple visa หรือการกระตุ้นในรูปแบบให้งบฯสนับสนุน ฯลฯ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ยังพูดไม่ได้คือ ต้องนำมาตรการดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อน

ทันทีที่ประเด็นนี้ออกมาหลายฝ่ายตั้งคำถามตามมาว่า ทำไมต้องออกมาตรการมากระตุ้นเฉพาะตลาดจีน ตลาดอื่นไม่ว่าจะเป็นอาเซียน, ยุโรป ทำไมถึงไม่ให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่ทุกตลาดก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและค่าเงินบาทเหมือนกันหมด มี hidden agenda หรือวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร

คำถามนี้ผู้เขียนขออนุญาตเก็บไว้เป็นการบ้านเพื่อไปหาคำตอบ แล้วจะนำมาเสนอในวาระต่อไป

แต่ส่วนที่พอจะอธิบายได้คือ จีนเป็นตลาดใหญ่และมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 และสร้างรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดมาต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าปี 2553 มีนักท่องเที่ยวจีน 1.12 ล้านคน ปี 2554 จำนวน 1.7 ล้านคน ปี 2555 จำนวน 2.78 ล้านคน ปี 2556 จำนวน 4.7 ล้านคน ปี 2557 จำนวน 4.63 ล้านคน ปี 2558 จำนวน 7.93 ล้านคน ปี 2559 จำนวน 8.75 ล้านคน ปี 2560 จำนวน 9.8 ล้านคน ปี 2561 จำนวน 10.5 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 11 ล้านคนในปี 2562 นี้

และหากดูสถิติของปี 2561 ที่ผ่านมา จะพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนประเทศเดียวมีจำนวนเท่ากับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียน 9 ประเทศรวมกัน และยังมากกว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปถึงราว 4 ล้านคน

จากอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 1 ล้านคนนี้เอง ทำให้ “จีน” กลายเป็นตลาดที่ “ทรงพลัง” สำหรับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยอยู่ในขณะนี้

และต้องยอมรับว่าตลาดจีนนั้นได้รับผลกระทบอย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 หลังจากที่เกิดเหตุเรือล่มที่ภูเก็ต รวมทั้งภาวะสงครามการค้าจีน-สหรัฐที่ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจไปทั้งโลก บวกกับค่าเงินที่แข็งค่ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการทัวร์ตลาดอินบาวนด์อย่างหนัก

ว่ากันว่า สำหรับตลาดจีนนั้นแม้ว่าตัวเลขเชิงสถิติของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะหายไปเพียงแค่เล็กน้อย ไม่ถึง 1% แต่ทำให้มูลค่ารายได้หายไปมหาศาล

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการทัวร์จีนบางส่วนหยุดทำตลาดไปเรียบร้อยแล้ว บางรายทำตลาดเพราะจำเป็นต้องทำเพื่อหาเงินมาหมุนเลี้ยงพนักงาน บางรายขาดทุนหนัก หมุนเงินสดไม่ทัน โดนจับติดคุกก็มีให้เห็นแล้ว

แน่นอน แม้ว่าโครงสร้างนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนจากกลุ่มที่เดินทางผ่านบริษัททัวร์ หรือกรุ๊ปทัวร์ เป็นเดินทางด้วยตัวเองหรือเอฟไอทีเพิ่มมากขึ้น แต่ ณ วันนี้ก็ต้องยอมรับว่าบริษัททัวร์ยังเป็นตัวกลางสำคัญในการขนนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา โดยเฉพาะจากพื้นที่เมืองรองต่าง ๆ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องต้องช่วยกันปั๊มหัวใจและให้ยาเพื่อประคับประคอง “ทัวร์จีน” ให้เดินต่อได้ในสถานการ์แบบนี้

ดังนั้น ต้องรอลุ้นกันว่า รัฐบาลจะคลอดมาตรการอะไรมา “ปั๊มหัวใจ” ตลาดทัวร์จีนในรอบนี้บ้าง แต่ที่แน่ ๆ ชัวร์ ๆ คือ งานนี้ “พรรคภูมิใจไทย” เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯและคมนาคมเล่นใหญ่ไฟกะพริบแน่ เพราะ ณ จุดนี้ เวลานี้ แค่มาตรการฟรีค่าธรรมเนียม VOA เอาไม่อยู่ ปลุกไม่ขึ้นแน่นอน !


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ