ขบคิดต่อไป “ลดขยะพลาสติก” แล้วยังไง

ขบคิดต่อไป “ลดขยะพลาสติก” แล้วยังไง

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
โดย กษมา ประชาชาติ

ไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุด เป็นอันดับที่ 6 ของโลก รองจากจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และศรีลังกา

ในแต่ละปี คนไทยสร้างขยะ 27-28 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกปริมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เพียง 1 ใน 4 หรือราว 5 แสนตันต่อปี ที่เหลือกำจัดไม่หมดอีก 1.5 ล้านตันต่อปี ที่น่าห่วงคือขยะเหล่านี้ต้องใช้เวลาย่อยสลายนาน 400-500 ปี จึงมีบางส่วนตกลงไปในทะล สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อย่างที่เป็นข่าวกรณีของน้องมาเรียม และอีกหลายคดี

เป็นที่มาให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องวางมาตรการโรดแมป 12 ปี (ปี 2561-2573) เพื่อวางแนวทางกำกับดูแลแก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นการ “ลดและเลิก”

ในปี 2561 ซึ่งเป็นก้าวแรกของโรดแมป ประเดิมปรับลดการใช้พลาสติก 3 รายการ คือ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม พลาสติกที่ผสมสารอ็อกโซ่ และไมโครบีดที่ใช้ในเครื่องสำอางต่าง ๆ

ก้าวที่ 2 ในวันที่ 1 มกราคม 2563 กำหนดจะให้ลดและเลิกการใช้พลาสติกอีก 4 รายการ ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน (ถุงหูหิ้วก๊อบแก๊บ) กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และหลอดพลาสติก

โดยมีเป้าหมายปี 2563 ต้องการจะลดการใช้ถุงก๊อบแก๊บไป 1 ใน 3 หรือประมาณ 30% หรือปริมาณการใช้ 13,500 ล้านใบ จากทั้งหมด 45,000 ล้านใบต่อปี เริ่มในกลุ่มห้างค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรดก่อน จากนั้นปี 2564 จะลดในส่วนที่เหลืออีก 70% ในตลาดสด ร้านโชห่วยให้หมดไป ขณะที่กลุ่มกล่องโฟม แก้วที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และหลอด ให้ลดลง 50% ภายในปี 2563 และหมดไปในปี 2565

ในแวดวงอุตสาหกรรมพลาสติกได้จัดงาน “Plastic Talk 2019” ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง

เริ่มจากฝั่งกลุ่มพลาสติก สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตเองยืนยันว่า “พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย” แต่ถูกยัดเยียดบทผู้ร้ายให้ จากปัญหาการวางระบบจัดเก็บและคัดแยกขยะที่ไม่ดีพอ ดังนั้นกระบวนการลดและเลิกพลาสติก ต้องเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน เช่น ผลิตพลาสติกคุณภาพดีหนากว่า 36 ไมครอน เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก

ท่ามกลางกระบวนการเปลี่ยนผ่านตามโรดแมปเพื่อก้าวสู่การลดใช้ถุงพลาสติกนั้น มุมผู้ผลิตพลาสติกยังชี้ให้เห็นเทรนด์การลดขยะพลาสติกในต่างประเทศแต่ละประเทศ และความนิยมในการใช้พลาสติกทดแทนประเภทต่าง ๆ

โดยปัจจุบันกลุ่มพลาสติกชีวภาพที่มีการพูดถึงมาก ๆ ซึ่งขณะนี้ทั้งกลุ่มสลายตัวไม่ได้ทางชีวภาพ (noncompostable) และจําพวกสลายตัวได้ทางชีวภาพ (compostable) สามารถแบ่งตามสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตได้อีก 2 แบบ แบบ petrobase มาจากสายปิโตรเลียม และแบบ biobase

ตัวแทนผู้ผลิตแพ็กเกจจิ้งรายหนึ่งระบุว่า ตลาดสหภาพยุโรปนิยมกลุ่มผลิตภัณฑ์แพ็กเกจจิ้งที่สามารถนำมารีไซเคิลได้มากกว่า compostable plastic ส่วนญี่ปุ่นเคยมีความนิยม compostable plastic แต่ด้วยเหตุที่พลาสติกชนิดนี้มีข้อจำกัด เช่น อายุการใช้งาน 1 ปี และราคาแพงกว่าปกติ 3-5 เท่า จึงหันมาใช้ biobase แทน เพราะต้องการมุ่งสู่การลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่ตลาดสหรัฐให้ความสำคัญกับเรื่องราคามากกว่า ประเภทใดราคาถูกกว่าเลือกใช้ประเภทนั้น ส่วนตลาดอาเซียน และอินเดีย นิยมกลุ่ม compostable

ดังนั้นจะเห็นว่า เทรนด์การลด เลิก มีความแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด และแต่ละตลาดก็มีการออกมาตรการส่งเสริมที่ต่างกันไปด้วย

แนวทางการปรับตัวของผู้ผลิต เพื่อผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค จำเป็นต้องวิเคราะห์ลงลึกไปถึงความต้องการของผู้บริโภค สร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค ซึ่งในช่วงแรกผู้ผลิตต้องยอมผลิตสินค้าที่อาจจะมีต้นทุนต่อหน่วยแพง จำหน่ายราคาสูง เพื่อลองตลาด ประเด็นนี้ “ภาครัฐ” เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างไร เช่น การให้กรมสรรพากรได้กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ให้สามารถไปลดหย่อนได้ 125% ซึ่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ทางปฏิบัติยังต้องกำหนดรายละเอียดว่า “พลาสติกแบบใดจะลดหย่อนภาษีได้ ต้องมีมาตรการรับรองอย่างไร เพื่อนำไปคิดส่วนลด”

อย่างไรก็ตาม เอกชนสะท้อนว่าขณะนี้ต้องการความชัดเจนทั้งในแง่ทิศทางการปรับเปลี่ยน และเป้าหมาย เพื่อจะได้มีเวลาปรับตัว เลือกไลน์การผลิตที่เหมาะสม อย่างที่ทราบพลาสติกแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัด เช่น คอมโพสฯถือว่าดี พลาสติกสลายตัวได้ ของไทยมีมาตรฐาน ISO 17088 (สากล) เทียบเท่ากับมาตรฐาน ASTM D6400 (สหรัฐอเมริกา) หรือ EN 13432 (ยุโรป) แต่มักจะถูกผู้ผลิตพลาสติกที่มีอ็อกโซ่ผสมที่ราคาถูกกว่า ปลอมเป็นคอมโพสฯ จึงต้องมีการออกตรารับรอง และยังมีข้อจำกัดที่ราคาคอมโพสฯสูง ทำให้พ่อค้าหาบเร่แผงลอยเข้าไม่ถึง หรืออาจจะนำมาสู่การผลักภาระสู่ผู้บริโภค

นอกจากการลด-เลิกแล้ว ประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ถูกโยนคำถามกลับมา คือ กระบวนการคัดแยกขยะเป็นอย่างไร เพราะไม่ใช่ส่งเสริมชาวบ้านลดใช้ และให้แยกขยะ แต่ท้ายสุดรถขยะก็นำขยะที่ชาวบ้านแยกไปทิ้งผสมกัน กลายเป็นปัญหาไก่กับไข่

และ “การทำลายขยะพลาสติก” จะทำอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น หากรัฐมีนโยบายจะส่งเสริมการใช้พลาสติกแบบ compostable plastic จำเป็นต้องมีการลงทุนโรงงานกำจัดขยะ ซึ่งนั่นก็คือ การสร้างโรงปุ๋ยหมักคู่ขนานกันไปด้วย หากมีสถานทำลายที่เหมาะสมจะช่วยลดระยะเวลาในการย่อยสลายลงได้ จาก 2-3 ปี เหลือ 6 เดือน ยกตัวอย่าง ภาชนะบรรจุอาหาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของทั้งหมด มักจะถูกทิ้งไปพร้อมกับขยะเศษอาหาร มีโรงงานปุ๋ยก็จะช่วยลดขยะส่วนนี้ลงได้ ฟังดูเข้าท่าดี แต่ใครจะลงทุน ใช้งบประมาณเท่าไร

หรือหากจะต่อยอดขยะเป็นพลังงานทางเลือก โดยกำหนดมาตรการการส่งเสริมการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ เพื่อดึงขยะชุมชนมาผลิตไฟฟ้า ทำให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าชุมชน ทั้งสร้างรายได้ให้ชุมชน ดี 2 ต่อ จะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องใช้เงินลงทุนมากแค่ไหน และทำอย่างไรจะไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อยากเห็นผลที่เป็นรูปธรรม พยายามลงมือ ช่วยลดขยะ แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องการวางระบบการบริหารจัดการขยะเต็มไปหมดที่ยังเป็นประเด็นต้องขบคิดต่อไป


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ