ลุ้น 72 วันสิ้นฤดูฝน ไทยรอดวิกฤตน้ำแล้งหรือไม่ ?

ภัยแล้ง
ชั้น 5 ประชาชาติ
กฤษณา ไพฑูรย์

วันนี้ยังเห็นหลายคนรอบข้างที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวง ใช้ “น้ำ” กันอย่างฟุ่มเฟือย เปิดก๊อกน้ำไหลทิ้งขว้างอย่างน่าเสียดาย

จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า เราเหลือเวลานับถอยหลังอีกเพียง 72 วัน จะสิ้นสุดฤดูฝนสำหรับประเทศไทย

แต่ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนทั่วประเทศไทยยังเหือดแห้ง…จนไม่แน่ใจว่า พวกเราทุกคนจะมีน้ำ “ไว้กิน ไว้ใช้” เพียงพอถึงฤดูฝนปี 2564 หรือไม่ ?

ค่อนข้างตกใจ เมื่อเข้าไปดูรายงานตัวเลขน้ำตามเขื่อนต่าง ๆ ทั่วประเทศในเวลานี้จะเห็นว่าปริมาตรน้ำเหลือใช้การได้จริงไม่ถึง 20% เท่านั้น

แม้ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจาก “พายุซินลากู” แต่เทวดาฟ้าฝนไม่เป็นใจ สภาพอากาศที่แปรปรวนของโลกทำให้ปริมาณฝนตกลงมาน้อย และยังเปลี่ยนทิศทาง ปริมาณน้ำฝนส่วนใหญ่ตกลงหลังเขื่อนในเกือบทุกภาคของประเทศ ไหลทิ้งขว้างลงสู่แม่น้ำลำคลองและทะเล

ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงเขื่อนหลักทุกภาคยังอยู่ในเกณฑ์ “น้อยมาก” โดยมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนรวมกันประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพียง 10% ของปริมาณฝนที่ตกลงมา

ล่าสุดกรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่โอบอุ้มคนที่อาศัยน้ำจากลุ่มเจ้าพระยา และคนในกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2563 ปรากฏว่ามีปริมาตรน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 1,969 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 8%

ในจำนวนนี้มีเขื่อนภูมิพลมีน้ำใช้การได้จริงเพียง 415 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำใช้การได้จริงเพียง 1,312 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำใช้การได้จริงเพียง 177 ล้าน ลบ.ม.และที่น่าตกใจ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เหลือน้ำใช้การได้จริงเพียง 64 ล้าน ลบ.ม.

เมื่อน้ำฝนตกลงมาน้อย ย่อมไม่มีน้ำจืดไปผลักดันไล่น้ำเค็มได้เพียงพอ การแปรงฟันแล้วอมเจอน้ำกร่อย ๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีของคนเมืองหลวงว่า วันนี้แหล่งน้ำดิบของการประปาปรากฏมีค่าความเค็มเกินกว่ามาตรฐานมาหลายวัน โดยล่าสุดอยู่ที่ 0.27 กรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานไม่ควรเกิน 0.25 กรัมต่อลิตร

หากดูลงลึกในภาพรวม เขื่อนที่มีปริมาณน้ำใช้การได้จริงน้อยกว่าร้อยละ 20 และอยู่ในขั้นวิกฤตมีด้วยกันถึง 16 เขื่อน เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ที่เป็นที่พึ่งของคนอีสานหลายจังหวัดถึงขั้นติดลบ 7% เขื่อนภูมิพล 3% เขื่อนบางพระ 4% เขื่อนกระเสียว 6% เขื่อนป่าสักฯ 7% เขื่อนคลองสียัด 7% เขื่อนศรีนครินทร์ 9% เขื่อนวชิราลงกรณ 9% เขื่อนทับเสลา 9% เขื่อนจุฬาภรณ์ 12% เขื่อนลำนางรอง 13% เขื่อนมูลบน 13% เขื่อนสิริกิติ์ 14%เขื่อนลำแชะ 15% เขื่อนสิรินธร 17% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 19%

ขณะที่การแก้ปัญหาของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นแล้วก็หนักใจไม่น้อย ชลประทานหลายพื้นที่บอกได้เพียงรอลุ้นเทวดาฟ้าฝนอีก 2 เดือนข้างหน้า ส่วนน้ำฝนที่ไม่ตกลงเขื่อนและไหลทิ้งขว้างออก อยู่นอกเขตชลประทานก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่

รวมถึงมีการเสนอไอเดียนำ “น้ำทะเล” มาทำ “น้ำจืด” ซึ่งแพงมหาศาล ทั้งที่น่าจะมีวิธีการ “กักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาทุกหยดให้ได้ ก่อนจะไหลกลายเป็นน้ำลงทะเล” เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นและหลายประเทศทำกัน

ขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบขุดบ่อบาดาลมีนโยบายขุดกันจนน่ากลัวว่า แผ่นดินจะทรุดตัว !

ดังนั้นหลายคนที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดไปทำไร่ ทำสวนเกษตร หลังเจอพิษโควิด-19 ธุรกิจยอดขายร่วง ส่งออกไม่ได้ ขณะที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนถูกบีบให้เข้าโครงการจำใจจาก ถูกออกจากงาน แต่มีที่ดินของปู่ย่า-ตายายในต่างจังหวัด อย่างน้อยกลับไปปลูกข้าว พืช ผัก ผลไม้ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ไม่อดตาย ก็จริงอยู่แต่การทำเกษตรให้อยู่รอด เลี้ยงชีพได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ! ไม่ใช่เห็นใครปลูกทุเรียน อินทผลัม ฯลฯ ราคาดี ทุ่มเงินก้อนสุดท้ายที่ได้ไปลงทุนซื้อต้นพันธุ์ที่ไม่ใช่ราคาถูก ๆ ปลูกไปโดยฝันแต่ผลกำไร

แค่อยากเตือนให้ทุกคนต้องวางแผนและทำการศึกษาให้ดีก่อน โดยเฉพาะการวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการปลูกพืชเกษตร จะรอเทวดาฟ้าฝนให้ตกลงมาคงไม่ได้

นอกจากนี้ต้องดูเรื่องการตลาด การปลูกพืชหลากหลายผสมผสาน ดังเช่นทฤษฎีของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน 30% แรกให้ขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ อีก 30% ให้ปลูกข้าว อีก 30% ให้ปลูกพืชผัก ผลไม้ ไม้ยืนต้น ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหาร ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 10% ให้สร้างที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น

หรือการผลักดันให้ทำ “โคก หนอง นา โมเดล” รวมถึงการผลักดันเรื่อง “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ในการวางแผนแต่ละพื้นที่ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้มีประสบการณ์แนะนำไว้มากมาย เพียงแต่ชาวไร่ ชาวสวนมือใหม่ก่อนลงทั้งแรงกายและเงินทุนควรต้องทำการบ้านอย่างดี


และที่สำคัญทุกคนควรต้องช่วยกันประหยัดน้ำแล้วตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป อย่างที่หลายคนพูดเล่น ๆ กันว่า วันหนึ่ง “น้ำ” จะมีราคาแพงกว่า “น้ำมัน”…วันนี้เริ่มมีให้เห็นแล้ว !