แรงงานอิสระยุคโควิด-19 จุดเปราะบางตลาดแรงงานไทย

ร่วมด้วยช่วยคิด

ดร.มณฑลี กปิลกาญจน์
ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ในสถานการณ์ปัจจุบันคงเลี่ยงไม่ได้ที่เราทุกคนจะเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสามที่เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2564 และมีทีท่าจะรุนแรงและยืดเยื้อไปอีกช่วงระยะหนึ่ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องระบบสาธารณสุข และวัคซีนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นกันมากในช่วงนี้ ความกังวลเรื่องปากท้อง รายได้ไม่พอจ่าย และการหางานทำที่ลำบากขึ้น ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดตั้งแต่การระบาดระลอกแรกมาจนถึงตอนนี้

วันนี้จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมวิเคราะห์ตลาดแรงงานหลังการระบาดระลอกแรก พร้อมชี้ให้เห็นถึงจุดเปราะบางสำคัญของตลาดแรงงานเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนให้พร้อมรับกับความไม่แน่นอนที่ดูจะรุนแรงและเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 ที่เริ่มทยอยเปิดเมืองหลังการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ระลอกแรก เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว เช่นเดียวกับภาพรวมของตลาดแรงงานที่ค่อย ๆ ปรับดีขึ้น ทั้งจากจำนวนผู้มีงานทำและชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย แม้รายได้อาจจะยังไม่กลับมาเหมือนช่วงก่อนเกิดโควิด แต่ก็ทำให้ประชาชนเริ่มมีกำลังใจกับสถานการณ์ที่ดีขึ้น

แต่ไม่นานนักก็เกิดการระบาดระลอกใหม่ในช่วงปลายปี 2563 (การระบาดระลอกสอง) ซึ่งต่อมาเริ่มแพร่กระจายหลายคลัสเตอร์และเป็นวงกว้างในเดือน ม.ค. 64 การระบาดระลอกสองนี้ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ตลาดแรงงานไตรมาสแรกของปี’64 โดยรวมปรับแย่ลงจากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตลาดแรงงานไม่รุนแรงเท่าช่วงการระบาดระลอกแรก เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดน้อยกว่าระลอกแรก และส่วนหนึ่งมาจากภาคการผลิตที่ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องจากการส่งออกที่ปรับดีขึ้นตามเศรษฐกิจคู่ค้าจากปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

ในไตรมาสแรกของปี’64 แม้ตลาดแรงงานภาคการผลิตจะยังคงไปต่อได้ แต่ตลาดแรงงานโดยรวมนั้นยังวางใจไม่ได้ เมื่อพิจารณาเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยตัดภาคการผลิตออก การระบาดระลอกสองส่งผลให้จำนวนผู้มีงานทำโดยรวมปรับลดลงทั้งในและนอกภาคเกษตร โดยการจ้างงานลูกจ้างรายวันปรับลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่สามารถถูกปรับเปลี่ยนได้ง่ายเพื่อประคับประคองสถานการณ์ รวมไปถึงชั่วโมงทำงานเฉลี่ยก็ปรับลดลงเช่นกัน ส่งผลต่อไปยังรายได้ที่ปรับแย่ลง

อย่างไรก็ดี เมื่อลองพิจารณาถึงสถานะของผู้มีงานทำกลับพบว่า จำนวนผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำงานนอกภาคเกษตรนั้นปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 ขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยกลับปรับลดลง สะท้อนไปถึงรายได้ของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ลดลงด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ จำนวนผู้เสมือนว่างงาน หรือผู้ที่ทำงานไม่ถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน ในกลุ่มอาชีพอิสระก็ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาชีพขายอาหาร และขายสินค้าอื่น ๆ บนแผงลอยและตลาด แม้จำนวนผู้เสมือนว่างงานโดยรวมปรับลดลงต่อเนื่องก็ตาม ในช่วงการระบาดระลอก 2 การที่กลุ่มแรงงานอิสระนอกภาคเกษตรมีจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็มีชั่วโมงทำงานที่ลดลง สะท้อนถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นของแรงงานกลุ่มนี้ และยังคงน่าเป็นห่วงในด้านรายได้ที่อาจลดลงมาก ซึ่งจะไปซ้ำเติมความเปราะบางเดิมจากทั้งรายได้ที่ต่ำและไม่แน่นอนที่มีอยู่ก่อนหน้า

หลังจากการระบาดระลอกสอง ต่อมายังมีการระบาดระลอกสาม สถานการณ์โควิด-19 ที่เปลี่ยนได้เพียงชั่วข้ามคืนในเดือน เม.ย. 64 เมื่อพบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแรงงานต้องปรับตัวอีกครั้ง

การติดตามจุดเปราะบางของตลาดแรงงานอย่างกลุ่มแรงงานอาชีพอิสระนอกภาคเกษตร ที่มีจำนวนกว่า 8 ล้านคน (1 ใน 5 ของกำลังแรงงานทั้งหมด) จึงจำเป็นในการประเมินความรุนแรงของผลกระทบ เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางรับมือ หรือเสนอแนะมาตรการช่วยเหลือได้ทันท่วงที จากข้อจำกัดด้านข้อมูลของแรงงานอิสระที่ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลรายได้โดยตรง อีกทั้งข้อมูลที่มี เช่น จำนวนผู้มีงานทำ ชั่วโมงการทำงาน มักไม่ทันการณ์ (ล่าช้า 1 เดือน) จึงนับเป็นความท้าทายในการพัฒนาเครื่องชี้ใหม่ ๆ เพื่อช่วยติดตามรายได้ หรือความเป็นอยู่ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ

เครื่องชี้เร็ว social listening ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องชี้เร็วที่สามารถสะท้อนถึงผลกระทบเชิงบวก/ลบ ที่มีต่อผู้ประกอบอาชีพอิสระได้เป็นอย่างดีในช่วงโควิด-19 เครื่องชี้ดังกล่าวประมวลมุมมองเชิงบวกหรือลบที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยรวบรวมจากโพสต์และความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ที่มีกลุ่มคำที่เกี่ยวข้องกับอาชีพอิสระ เช่น หาเช้ากินค่ำ ขับ grab ขายของออนไลน์

กิจกรรมของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำงานนอกภาคเกษตรปรับแย่ลงจากผลกระทบของโควิด-19 ระลอกสาม สะท้อนจากเครื่องชี้เร็ว social listening ของผู้ประกอบอาชีพอิสระในเดือน เม.ย. 64 โดยพบว่า สัญญาณมุมมองเชิงลบที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ประกอบอาชีพอิสระกลับมาอีกครั้งตามความกังวลโควิด-19 ระลอกใหม่ในเดือน เม.ย. 64 และเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

โดยข้อมูลล่าสุดในช่วง 26 เม.ย.-2 พ.ค. 64 แม้ระดับความกังวลยังไม่มากเท่ากับการระบาดระลอกแรก แต่ก็สูงกว่าช่วงการระบาดระลอกสอง และมีแนวโน้มที่จะเกิดมุมมองเชิงลบที่รุนแรงขึ้น นอกจากเครื่องชี้เร็วดังกล่าว การได้รับฟังเสียงความคิดเห็นจากผู้ประกอบอาชีพอิสระโดยตรง รวมถึงการรวบรวมข่าวสารต่าง ๆ ก็ขาดไม่ได้ที่จะทำให้ประเมินผลกระทบเป็นไปอย่างรอบด้านมากขึ้น

ในช่วง 17 มี.ค.-20 เม.ย. 64 พบว่า ผลกระทบโดยรวมต่อผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เกิดจากการระบาดระลอกสาม รุนแรงกว่าระลอกสอง ธุรกิจนวดและสปาปิดกิจการชั่วคราวเพิ่มขึ้นเป็นกว่าร้อยละ 80 เป็นผลต่อเนื่องมาตั้งแต่การระบาดระลอกก่อน ๆ แม้จะไม่ได้ถูกสั่งปิดในการระบาดระลอกสาม พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยมียอดขายลดลงกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงเวลาปกติ แม้ว่าช่วงก่อนหน้ารายได้จะทยอยกลับมาบ้าง

ขณะที่ผู้ขับแท็กซี่มองว่า ผลกระทบจากการระบาดระลอกสามนั้นรุนแรงกว่าระลอกแรก เนื่องจากความกลัวต่อการเสี่ยงติดเชื้อมีเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของเชื้อสายพันธุ์อังกฤษ ทำให้คนไม่เดินทาง หรือหากเดินทางก็จะใช้รถยนต์ส่วนตัวแทน

เนื่องจากพัฒนาการของการแพร่ระบาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง


รวมไปถึงการยกระดับมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น ที่เริ่มบังคับใช้ไปเมื่อ 1 พ.ค. 64 เช่น 6 จังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้ม ห้ามรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มในร้าน งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และให้เปิดบริการไม่เกินเวลา 21.00 น. ส่วนร้านสะดวกซื้อ/ตลาดนัดกลางคืน/ตลาดโต้รุ่ง ให้เปิดบริการได้ในช่วง 04.00-23.00 น.

ส่งผลโดยตรงต่อการทำมาหากินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำอาชีพค้าปลีกและบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีจำนวนมากถึงเกือบร้อยละ 60 ของผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งหมด อาทิ พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัด หาบเร่แผงลอย พนักงานบริการในร้านอาหาร ความเป็นอยู่และรายได้ของกลุ่มอาชีพอิสระจึงมีความน่ากังวลไม่น้อยในระยะต่อไป

เมื่อมองถึงมาตรการรัฐที่ผ่านมา อย่างโครงการคนละครึ่ง หรือเราชนะ นั้นถือว่ามีส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพอิสระที่เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก หาบเร่แผงลอย ได้เป็นอย่างดีในช่วงวิกฤตโควิด หากแต่มาตรการเหล่านี้ใช้เพียงเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาด ซึ่งทำได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

ทางออกหลักที่จะพาเราทุกคนรอดได้คือ การฉีดวัคซีน ดังสรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3/2564 ที่ว่า “โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือการจัดหาและการกระจายวัคซีนให้เพียงพอและทันการณ์” และ “การฉีดวัคซีนถือเป็นพระเอกของนโยบายเศรษฐกิจ” โดยจะลดโอกาสที่จะเกิดการระบาดระลอกใหม่ และลดภาระทางการคลังในการเยียวยา รวมไปถึงลดผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและตลาดแรงงานได้ในระยะยาว

ข้อควรระวัง (1) ดัชนีสะท้อนเพียงการพูดถึง/ความสนใจ ไม่ได้ชี้วัดภาวะแรงงานอาชีพอิสระอย่างเป็นรูปธรรม และจับประเด็นเฉพาะกลุ่มคำที่สนใจ ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมแรงงานอาชีพอิสระทั้งหมดในทุกมิติ และแรงงานอาชีพอิสระบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ (2) การจัดกลุ่ม sentiment ใช้ทั้ง algorithm (ความถูกต้อง 70%) และคนเพื่อเพิ่มความถูกต้อง แต่อาจก่อให้เกิด judgment bias (3) กลุ่มคำดังกล่าวค่อนข้างอ่อนไหวต่อประเด็นอื่น ๆ ด้วย อาทิ การเมือง มาตรการภาครัฐ ทำให้ข้อมูลค่อนข้างผันผวนในบางช่วงเวลา

ที่มา : 1.ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ (Business Liaison Program : BLP) ในเดือน มี.ค.-เม.ย. 64 และรวบรวมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 2.ข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ คำนวณโดย ธปท.

หมายเหตุ – บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ