หมดเวลาโลกสวย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
เขียนโดย : ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

มีมุขเสียดสีขำขันกันว่า ยามนี้ใครสั่ง “ข้าวกะเพราหมูไข่ดาว” หรือแวะซื้อ “หมูปิ้ง” มากิน นั่นคือกินหรูสุด ๆ

เพราะอะไร ๆ ก็แพงขึ้นตามเนื้อหมูอย่างเป็นระลอก จนแฮชแท็ก #แพงทั้งแผ่นดิน เป็นเทรนด์ต้อนรับปีใหม่ที่คาดว่าถึงตรุษจีนแล้วก็ยังฮิตอยู่

อย่างไรก็ตาม การปล่อยมุขยามบ้านเมืองอยู่ในยุคฝืดเคืองนั้นอาจไม่ได้ทำให้ทุกคนขำขันหรือมองโลกสวยเสมอไป ตรงกันข้าม ทัวร์พร้อมจะลงทันที หากไปตอกย้ำความยากลำบากในการดำเนินชีวิต

วาทะที่เล่าขานกันมานานแม้ไม่มีหลักฐานยืนยัน คือพระนางมารี อังตัวเนตต์ ตรัสถึงเรื่องที่ชาวประชาทุกข์ร้อนขาดแคลนขนมปังว่า “งั้นก็ให้พวกเขาไปกินเค้กก็แล้วกัน”

ถ้อยคำนี้แม้อาจไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ แต่สะท้อนและตอกย้ำถึงการสื่อสารในช่วงข้าวยากหมากแพงว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสุด ๆ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่อังกฤษ บริษัทพลังงาน SSE เจอทัวร์ลงหนัก จากการโพสต์คำแนะนำ “10 วิธีลดค่าไฟในหน้าหนาวนี้” เช่น ให้กอดสัตว์เลี้ยงคลายความหนาว ไม่ก็ออกกำลังกายแบบกระโดดโลดเต้นให้เหงื่อออก

ทัวร์ลงทันทีกับคำถาม ว่ามันได้หรือ ? มันเหมาะสมหรือที่มาโลกสวยในเวลาที่โลกไม่สวย จนบริษัทต้องลบโพสต์ออกไปและแถลงขอโทษ

ที่เมืองไทยเพิ่งมีตัวอย่าง พระเอกนาย-ณภัทร เสียงสมบุญ รีบขอโทษและชี้แจงกรณีโพสต์ภาพพร้อมเขียนแคปชั่นแนะนำอาหารทางเลือกอื่นนอกจากเนื้อหมู เป็นเนื้อจากพืช ที่ทำให้เป็นหมูกรอบจากพืช และหมูสับจากพืช

มีคำบรรยายสรรพคุณด้วย ว่าอร่อย ดีต่อสุขภาพ ได้โปรตีนสูง และไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

การนำเสนอของพระเอกหนุ่มมีเหตุผลในแง่มุมหนึ่ง และแฟน ๆ ของนายก็คงเข้าใจดี แต่ก็มีคนเห็นต่างออกไปรวมถึงตั้งประเด็นว่า คนจนจะหาซื้อหรือมีเงินพอจะกินเนื้อจากพืชได้หรือไม่

ถ้าไม่พอ ควรจะหันไปกินเนื้อจระเข้ดีไหม เมื่อผู้ประกอบการโปรโมตว่า ราคาเนื้อจระเข้เริ่มต้นกิโลฯละ 70 บาท เรียกว่าถูกกว่าเนื้อหมูเยอะ ส่วนรสชาติก็จะคล้าย ๆ เนื้อหมู เนื้อไก่ พร้อมด้วยคุณประโยชน์แถมให้อีก

กระแสกินเนื้อจระเข้ที่ว่านี้จะจุดติดหรือไม่ ยังไม่แน่ชัด อาจต้องรอดูสถานการณ์ช่วงตรุษจีน ปลายเดือนมกราฯถึงต้นเดือนกุมภาฯ ที่ใคร ๆ ต่างคาดคะเนว่า ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่จะราคาพุ่งขึ้นไปอีก

อาหารที่ทำให้คนทั่วไปอุ่นใจขึ้นเล็กน้อยคือ มาม่ารสชาติเดิม (หมูสับ-ต้มยำกุ้ง) ยังไม่ขึ้นราคา จะอยู่ที่ซองละ 6 บาทเท่าเดิม หลังจากมาม่าไม่ได้ปรับราคามาตั้งแต่ปี 2550

บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่า เผยว่า ถ้าตัวเลขยอดขายยังไม่ขาดทุน ก็ยังไปต่อได้ แม้ว่ากำไรจะหายไปเยอะ


ดังนั้นการที่มาม่าได้ไปต่อก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้ก็มียาวเป็นหางว่าว

นอกจากหมู แต่ละวันจะมีข่าวของแพงเพิ่มขึ้น แม้แต่เกลือก็ยังเป็นกระแสในโลกโซเชียลว่าขึ้นราคาด้วย จะให้ไป “กัดก้อนกินเกลือ” แบบในสำนวนก็เริ่มยากแล้ว

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่บีบคั้นนี้ แน่นอนว่ารัฐบาลไม่เพียงถูกตั้งคำถาม ถูกวิจารณ์มากขึ้น ยังถูกเพ่งเล็งถึงความสัมพันธ์ในรัฐนาวาด้วย

โดยเฉพาะหลังการแข่งขันเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ชุมพร และ จ.สงขลา ที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องแข่งขันกันเอง จะใช้สิทธิชนะคนละครึ่งก็ไม่ได้

ช่วงหาเสียงจึงมีสมาชิกสองพรรครัฐบาลออกอาการ ยกปัญหาหมูแพงมาแขวะซัดใส่กัน

เมื่อหมดเวลาโลกสวยและปล่อยมุขเอาตัวรอดแล้ว จึงเป็นที่สงสัยว่ารัฐบาลจะยังไปต่อได้เหมือนมาม่าหรือไม่

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ