Urban Air Mobility แท็กซี่ลอยฟ้ากับจินตนาการที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

แท็กซี่ลอยฟ้า
คอลัมน์ : มองข้ามชอต
ผู้เขียน : ปุญญภพ ตันติปิฎก 
        EIC ธนาคารไทยพาณิชย์

 

หากคุณเคยจินตนาการว่าการเดินทางด้วยรถบินได้หรือแท็กซี่ลอยฟ้า เป็นเพียงจินตนาการของโลกอนาคต คุณรู้หรือไม่ว่าจินตนาการนี้กำลังจะเป็นรูปธรรมอีก 1-3 ปีข้างหน้าจากการพัฒนาการเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า การเคลื่อนย้ายทางอากาศในเขตเมืองและชานเมือง (urban air mobility : UAM) ซึ่งจะพลิกโฉมการเดินทางในอนาคต

UAM คือระบบการขนส่งทางอากาศที่ให้บริการขนส่งทั้งผู้โดยสารและพัสดุสินค้าบริเวณภายในเมืองและชานเมืองในระดับความสูงต่ำ ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางทางอากาศมีความสะดวกปลอดภัยในราคาเหมาะสมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

โดยหนึ่งในยานพาหนะหลักที่นำมาให้บริการ คือ อากาศยานไฟฟ้าที่ขึ้น-ลงแนวดิ่ง (electric vertical take-off and landing aircraft : eVTOL) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โดรนขนส่งพัสดุจนถึงเครื่องบินขนส่งผู้โดยสารขนาดเล็ก อีกทั้งสามารถขับเคลื่อนได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้นักบินขับขี่ การใช้รีโมตคอนโทรลบังคับโดยนักบิน จนถึงระบบอัตโนมัติโดยไม่ใช้นักบิน โดยให้บริการผ่านสถานีขึ้น-ลงแนวดิ่งเฉพาะ

ธุรกิจ UAM เป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่กำลังเป็นที่สนใจและจะเติบโตในอนาคต จึงทำให้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก โดย Mckinsey ประเมินว่าการลงทุนด้าน UAM เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ผ่านมา และยิ่งเร่งตัวมากขึ้นในปี 2021 จากมูลค่าลงทุนถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าระหว่างปี 2011-2020 ที่อยู่ที่ราว 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกว่าเท่าตัว

อีกทั้งในปี 2021 มีบริษัทที่ลงทุนด้านนี้ถึง 5 แห่งที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก และมีมากกว่าอีก 200 แห่งรวมผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกด้วยที่กำลังศึกษา eVTOL และ KPMG ประเมินว่า ในปี 2035 มูลค่าตลาดให้บริการ UAM จะอยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2040

ทั้งนี้ บริการขนส่งผู้โดยสารด้วย UAM จะช่วยให้การเดินทางภายในเมืองมีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดและมลพิษโดยเฉพาะในมหานครทั่วโลกที่จะยิ่งรุนแรงจากกระแส urbanization โดย J.P. Morgan ประเมินว่า การขนส่งผู้โดยสารด้วย UAM จะช่วยลดเวลาเดินทางมากกว่า 70%

ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางในเมือง ระยะทาง 40 กม. การใช้ UAM จะช่วยประหยัดเวลาจาก 1 ชม.ด้วยรถยนต์ เหลือเพียง 12 นาที ส่วนค่าบริการ UAM ยังอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ โดยแม้ค่าโดยสารที่ 82.5 ดอลลาร์สหรัฐ จะแพงกว่ารถยนต์ 1.2 เท่า แต่ยังถูกกว่าเฮลิคอปเตอร์กว่า 4 เท่า อีกทั้งผู้ผลิต eVTOL ยังคาดว่าหากการใช้ UAM เพิ่มสูงขึ้นจะยิ่งทำให้ค่าโดยสารลดลงจนสามารถแข่งขันกับธุรกิจ ride-hailing ได้จากการประหยัดต่อขนาด

ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มใช้ UAM บ้างแล้วในโดรนขนส่งสินค้า และอยู่ระหว่างทดสอบการขนส่งผู้โดยสารด้วย eVTOL ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแลทางอากาศ และบริษัทผู้ผลิต พร้อมทั้งตั้งเป้าเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2023-2025

“ดูไบ” ถือเป็นเมืองแรก ๆ ที่วางแผนนำ UAM มาขนส่งผู้โดยสารตั้งแต่ปี 2017 โดยร่วมมือกับ Volocopter และ EHang ผู้ผลิต eVTOL และเตรียมเปิดให้บริการภายใน 1-2 ปีนี้ ส่วนในสหรัฐ Uber วางแผนจะให้บริการในปี 2023

Advertisement

ขณะที่ “ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น” ก็เตรียมจะเปิดใช้งานให้ทันช่วงมหกรรมระดับโลก ได้แก่ โอลิมปิก 2024 ที่ปารีส และเวิลด์เอ็กซ์โป 2025 ที่โอซากา ส่วนจีนระบุให้การพัฒนา UAM เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์แห่งชาติ และกำลังเร่งพัฒนาร่วมกับ EHang ในฝั่งอาเซียน สิงคโปร์ได้ร่วมมือกับ Volocopter ตั้งแต่ปี 2017 จนทดสอบเที่ยวบินแรกแล้ว และคาดว่าจะให้บริการภายในปี 2023

อีกทั้งผู้ให้บริการขนส่งในอาเซียนอย่าง Capital A กับ Grab เริ่มวางแผนให้บริการ UAM รวมถึงการให้เช่า eVTOL ขณะที่ไทยผู้ผลิต eVTOL กำลังเตรียมร่วมมือกับบริษัทของไทยในการพัฒนา UAM

อย่างไรก็ดี การพัฒนา UAM ยังมีความท้าทายอยู่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.กฎระเบียบข้อบังคับที่ต้องรับรองและอนุญาตให้เหมาะสม เช่น การออกใบอนุญาตและตรวจสอบมาตรฐานเครื่องบิน นักบิน และ vertiplaces การควบคุมจราจรทางอากาศ และมลพิษทางเสียง เป็นต้น 2.โครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรของ UAM เช่น vertiplaces สถานีจอด ชาร์จไฟฟ้า และซ่อมบำรุง รวมถึงนักบิน ซึ่งจะต้องเร่งพัฒนาและขยายให้ครอบคลุม 3.เทคโนโลยี UAM ที่จะต้องพัฒนาระบบตรวจจับและป้องกันอุบัติเหตุ รวมถึงพัฒนาระบบแบตเตอรี่ของ eVTOL ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับไทยภาครัฐควรจะเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ UAM ที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในระดับโลก ทั้งในแง่ทางเลือกในการใช้งาน ควรเริ่มศึกษาแนวทางการใช้งานและการจัดทำกฎระเบียบจากหลายประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาและนำมาปรับใช้กับไทยภายใต้ความร่วมมือกับผู้ผลิต eVTOL ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้ UAM เกิดขึ้นจริง และในแง่การเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ในการผลิตพัฒนา UAM ซึ่งภาครัฐอาจกำหนดนโยบายดึงดูดผู้พัฒนา UAM ทั่วโลกให้เข้ามาผลิต วิจัย และทดสอบในไทยโดยเฉพาะบริเวณเมืองการบินภาคตะวันออกใน EEC ซึ่งตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการบิน

การพัฒนา UAM จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสของไทยในการยกระดับการเดินทางในเขตเมือง การแก้ไขปัญหาจราจรและมลพิษ รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงโลกได้

……………….