“พรรณพิมล ปันคำ” ปราชญ์ชาวบ้าน เชียงราย สร้างเครือข่ายภูมิปัญญาเกษตรทฤษฎีใหม่ สืบสานเศรษฐกิจพอเพียง

พรรณพิมล ปันคำ

จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ภาคการเงิน-อุตสาหกรรมเดินมาถึงทางตัน แรงงานในเมืองหันหลังให้กับภาคอุตสาหกรรมมุ่งหน้าสู่ภาคเกษตรกรรมในชนบท

“พรรณพิมล ปันคำ” ประธานศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผู้บุกเบิก “โรงเรียนชาวนา” และ “ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเกษตรยั่งยืน” เล่าวินาทีชีวิตที่ตกต่ำสุดขีดให้กับ “ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล” คณะของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ให้ฟังว่า

“เราอยู่กับอีกสังคมหนึ่ง เป็นสังคมที่หลงไปตามกระแส บ้านไหนมีงานบุญ งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่ง พรรณพิมลต้องไป ต้องจับไมค์ให้ได้ ไม่จับไมค์แสดงว่างานไม่สนุก ใช้ชีวิตสนุกสนาน ไม่ได้คิดอะไร”เธอเล่าจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่

“ภาระที่ต้องรับผิดชอบดูแล ลูกต้องเรียนหนังสือ พ่อ แม่ พ่อ-แม่ของสามีต้องดูแล หนี้สินที่เกิดจากการกู้เงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อซื้อที่ดินทำการเกษตรต้องขาดทุนและไม่สามารถใช้หนี้เงินกู้ได้ ตั้งแต่ปี 2538 – 2545 ดอกเบี้ยและต้นเงินกู้พุ่งสูงขึ้นเท่าตัวและต้องนำบ้านและที่ดินแปลงอื่นไปจำนองธนาคารเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ซึ่งสามารถชำระได้เพียงแค่ดอกเบี้ย จนปี 2545 มีหนี้เงินต้นรวมดอกเบี้ย 5 ล้านบาท ถูกฟ้อง ถูกยึด ขายทอดตลาด”

สวนไร่นาของชาวบ้านในจังหวัดเชียงราย

ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ “พรรณพิมล” เริ่มปรับวิถีชีวิตของตัวเองตั้งแต่ปี 2543 จากการรวมตัวกันของเกษตรกรที่เป็นหนี้ทั้งหมดในจังหวัดเชียงรายจาก 1 หมู่บ้าน 60 หลังคาเรือน ยอดหนี้ 30 ล้าน โดยรวมกลุ่มย่อยของตัวเอง 32 ครอบครัว 22 ล้านบาท เพื่อของความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการพักหนี้เกษตรกร แต่ก็ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ เพราะเป็นการเป็นหนี้เพื่อการลงทุน

โชคชะตาไม่สู่มานะคน เธอไม่ยอมแพ้ต่อฉากรันทด โดยได้รวมกลุ่มกันอีกครั้งเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์-ถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 เพื่อหาสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ต้องมายืนในจุดที่ยากลำบากสุด ๆ

ปี 2547 “พรรณพิมล” เริ่มปรับวิถีชีวิตสู่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความอยู่รอดและเนตรมิตรคุณค่าบนเนื้อที่ 14 ไร่ ของศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตำบลศรีเมืองชุม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถูกนำมาเป็น “แปลงทดลอง” ลองผิดลองถูก จนสามารถคิดค้น-วิจัยออกมาเป็น “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ทวนกระแสทุนนิยมเป็นใหญ่

“เราหยุดที่จะก้มมองตัวเอง บันทึกรายรับ รายจ่าย สิ่งที่ได้ คือ ครอบครัวไม่ทะเลาะกัน ทำให้รู้ว่าแต่ละเดือนมีรายจ่ายอะไรบ้าง ยาสีฟันก็ซื้อ สบู่ก็ซื้อ แชมพูก็ซื้อ ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำก็ซื้อ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ต้องซื้อ”

“ตอนเป็นเด็กเวลาล้างจานก็ต้มน้ำล้างไขมันออกก่อนและใช้น้ำขี้เถ้า น้ำด่างมาล้างก็จะขจัดคราบไขมัน เราถึงบอกกับตัวเองว่า เราต้องทำน้ำยาล้างจานเอง”

ผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน

“ภูมิปัญญา” แรกที่เกิดจากการเรียนรู้ในอดีตทำให้เกิดการ “คิดค้น” ต่อยอดเป็นน้ำยาซักผ้า-ล้างจาน-ล้างห้องน้ำ-ล้างรถ จากน้ำด่าง-น้ำเกลือ-น้ำมะเฟืองเพราะมีสารขจัดคราบฝังแน่นในเสื้อผ้าได้ดี

“ช่วงที่วิกฤตจริง ๆ คือ บางวันบ้านทั้งบ้านไม่มีเงินเลย จึงเกิดการรวมตัวกัน ทำยาสีฟัน สบู่ แชมพู น้ำยาปรับผ้าหนุ่ม น้ำยาปรับผ้าหนุ่ม ตอนนี้ในบ้านมีเกือบจะครบทุกอย่าง”เมื่อภูมิปัญญาบวกกับความรู้ที่ได้เรียนมามาปรับกับสูตรลับเฉพาะของตัวเอง

จากการรวมตัวกันเมื่อปี 47 ได้ก่อตั้ง “โรงเรียนชาวนา” หรือ “ศูนย์ภูมิปัญญาชาว” เปิดสอนให้กับเกษตรกรเพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาที่ถูกทิ้งไปในอดีต

“ช่วงแรกก็เกิดการต่อต้าน แต่เราบอกว่าไม่ได้จะสอนให้ไถนา แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะฟื้นฟูภูมิปัญญาของเรา จากสิ่งที่เราทิ้งมันไปนาน”

องค์ความรู้ที่ทำวันนี้ชัดเจน เกิดการลองผิดลองถูกมาแล้วเป็น 10 ครั้ง จนสามารถเรามาใช้ได้ เรามีนักวิจัยอาสาที่เป็นขาวนามาทำงานร่วมกัน”

“พรรณพิมล ปันคำ” ปราชญ์ชาวบ้าน เชียงราย สร้างเครือข่ายภูมิปัญญาเกษตรทฤษฎีใหม่ สืบสานเศรษฐกิจพอเพียง

ผลิตภัณฑ์ของศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกิดจากการทดลองแก้ปัญหา “ข้าวดีด-ข้าวเด้ง” ที่ จ.อ่างท่อง จนเกิดเป็นสูตร “ฮอร์โมนน้ำนมข้าวดีด” เพื่อใช้บำรุงข้าวทำให้ข้าวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30 % มีกลิ่นหอม-รสชาติดี เม็ดไม่แตก

นอกจากนี้ยังสามารถนำไปฉีดในแปลงกะล่ำปี บล็อกเคอรี่ คะน้า สตอร์เบอร์รี่ ทำให้ผลผลิตรสชาติดี-ผลิตภัณฑ์ได้คุณภาพ จนสามารถนำภูมิปัญญานี้ไปเผยแพร่ให้กับหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง

“ภูมิปัญญาเกิดจากสถานการณ์ ปัญหา ณ เวลานั้น ไม่ได้เกิดปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้งอย่างเดียว เกิดน้ำท่วม โรค-แมลงระบาด เพลี้ยระบาด เมล็ดสะเดาทำให้เพลี้ยกระโดดตาย”

นอกจากนี้ ยังมี “จุลินทรีย์สูตร 4 สหาย” หรือ “สารอินทรีย์ระเบิดดินดาน” แก้ปัญหายาฆ่าหญ้า ทำให้รากไม่แตก รากไม่กินปุ๋ย ปัญหาต้นเหลืองตาย สามารถแตกรากใหม่ได้ภายใน 2 วัน หรือ “สูตรฮอร์โมนซุปเปอร์จิ๊บ” หรือ “สูตรรวยไม่เลิก” เป็นตัวอย่างที่ยกมาเพียงไม่กี่สูตรที่ศูนย์ภูมิปัญญา ฯ คิดค้นได้ จากทั้งหมด 100 กว่าสูตร

“เกษตรกรที่เข้ามาเรียนโรงเรียนชาวนาพอใจเพราะสามารถนำสูตรกลับไปใช้ได้จริง ทำให้ต้นทุนต่ำ ลดลงเกินครึ่ง จากต้นทุน 3 แสนบาทต่อ 1 แปลง (10 กว่าไร่) ลดลงเหลือ 3 หมื่นบาท”

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้เปิดอบรมเกษตรกรเฉพาะจังหวัดเชียงราย 200 คนต่อปี เป็นหลักสูตร 3 คืน 4 วัน เริ่มเรียนตั้งแต่ 04.00-21.00 น. แต่ศูนย์ภูมิปัญญา ฯ  ได้เปิดอบรมเพิ่มเติมหลักสูตร6 เดือน “เรียนฟรี” ปีละ 2 รุ่น รุ่นละ 90-100 คน เรียนทุกวันศุกร์

“พรรณพิมล ปันคำ” สร้างเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่

โดยรองรับเกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ การสำรวจแปลงนา การผลิตปุ๋ยนมวัว การผลิตฮอร์โมนไข่ การทำถ่านพลังแกลบ การทำน้ำมันไบโอดีเซล เน้นการเรียนรู้เรื่องข้าวเป็นหลักรองลงมาคือความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดอื่น เช่น กล้วย เสาวรส

เมื่อจบหลักสูตร 6 เดือนแล้ว สามารถเรียนต่อในหลักสูตรนักวิจัยอาสา หลักสูตร 2 ปี และสามารถเข้ารับการอบรมการเป็นวิทยากรกระบวนการและเชิญมาเป็นวิทยากรประจำศูนย์ต่อไป

ปัจจุบันศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน มีเครือข่ายส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง อาทิ จ.อ่างทอง สุพรรณบุรี และในปีนี้จะสร้างศูนย์เครือข่ายอำเภอเพิ่มอีกหลายแห่ง

สำหรับผลิตภัณฑ์หลักของศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.สินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น สบู่ ชมพูและยาสีฟัน 2.สมุนไพร และ 3.ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ฮอร์โมนที่ใช้บำรุงพืช

“อาชีพเกษตรต้องการคนที่มีแรงมาทำ ถ้าเราหมดแรง มีแต่ใจ มีแต่ความคิด มีแต่ความอยาก แต่ไม่มีแรงทำ สุดท้ายต้องไปจ้างแรงงาน ไม่คุ้ม ถ้าคิดจะทำเกษตร อย่าปล่อยให้เกษียณ”

เธอน้อมนำศาสตร์พระราชา-เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร (ร.9) มาปรับใช้ในชีวิตทุกขั้นตอน

“พรรณพิมล ปันคำ” ปราชญ์ชาวบ้าน เชียงราย สร้างเครือข่ายภูมิปัญญาเกษตรทฤษฎีใหม่ สืบสานเศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายความว่าต้องอดมื้อกินมื้อ เราจะกินอิ่มนอนอุ่น ถ้าเรายึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราจะมีความสุข เป็นความสุขที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง เป็นความสุขอย่างแท้จริง เป็นความสุขที่เราสัมผัสได้ ถ้ายึดหลักและปฏิบัติจริง จะมีความรู้สึกเบาสบาย ทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่เรามีแรงทำ”

“ยึดการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ปรับวิถีชีวิตสู่เศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการผลิต โดยใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกผักตามฤดูกาล ใช้เวลา 10 ปีในการปรับวิถีการอยู่ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรับแปลงเกษตรสู่เกษตรทฤษฎีใหม่”

“ใช้เวลา 10 ปี ใช้หนี้ 5 ล้านหมด ปี 57 ซื้อที่ดินเพิ่มเกือบ 10 ไร่ เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 58 ปลูกล้านได้ 1 หลัง สมาชิกที่รวมกลุ่มก็ปลดหนี้ หรือ มีหนี้ที่จัดการได้”

ปัจจุบันศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้านนอกจากเป็นแสงสว่าง-ทางออกให้กับเกษตรกรไร้ที่พึ่งแต่ยังรับซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าว เพื่อส่งออกผ่านบริษัทแอกโกร พลับลิก อินเตอร์เนชั่นเนล-บริษัทสัญชาติจีนเพื่อส่งต่อไปประเทศจีน

ปัจจุบัน “พรรณพิมล” ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นศูนย์ปราชญ์ประจำจังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2551 ทำให้บริษัทแอกโกร พลับลิก อินเตอร์เนชั่นเนล ชักชวนให้เข้าไปเป็นนักวิชาการประจำบริษัท ฯ เพื่อให้คำปรึกษา ค้นคว้า วิจัยปุ๋ยอินทรีย์ตามภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้านเพื่อปลูกกล้วย เสาวรส และพืชอื่น ๆ

เธอเปิดเผยถึงปัจจัยความสำเร็จ คือ 1.ลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่า 50 % และ 2.สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง อย่างไรก็ตาม “พรรณพิมล” ยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์-ฮอร์โมนที่คิดค้นเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทั้งข้าวและพืชสวน-พืชไร่ต่าง ๆ “ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย”

“ผลิตภัณฑ์การกำจัดโรคและวัชพืชเป็นคำตอบสุดท้าย แต่การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตรขึ้นอยู่กับการจัดการธาตุอาหารด้วย โดยการให้ความรู้ในเชิงวิชาการและเป็นวิทยาศาสตร์ให้กับเกษตรกร”

“ขอให้พึ่งตัวเอง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำแบบพออยู่พอกิน ไม่ต้องหวังรวย แต่ขอให้เป็นอิสระ มีอิสระทางความคิด อย่าให้ใครครอบ มีเกียรติ เกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มั่นคง ขอให้ขยัน ไม่ตกงาน อาชีพเกษตรมั่งคงและสามารถทำให้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้ อดีตที่จนเพราะเกษตรกรถูกกระทำ ทำให้จน” เธอทิ้งท้ายไว้เป็นข้อคิดให้กับเกษตรกรอาชีพในวันที่ภาคเกษตรกรรมยังเป็นสันหลังของประเทศไทยและยังมีคน “ทำนาบนหลังคน”

QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ