เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ทีมเวิร์ก หัวใจสำคัญของเสนาฯ

“คน” และ “ทีมเวิร์ก” คือสิ่งสำคัญที่บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ ในการทำธุรกิจ “ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาฯ บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” อย่างนั้น ภาพของเสนาฯในวันนี้ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตลาดบนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ผลิตบ้านที่อยู่อาศัยเพียง 1,000 ยูนิต/ปี แต่สำหรับปีนี้เสนาฯผลิตบ้านไปแล้วกว่า 8,000 ยูนิต มีพนักงานรวม 600-700 คน ยังไม่นับรวมคนทำงานในแผนกอื่น ๆ และส่วนที่เป็นเอาต์ซอร์ซ เช่น ผู้รับเหมาไปจนถึงแรงงานในพื้นที่ก่อสร้าง

ดร.เกษราพูดถึงคนในแบบเสนาฯว่า ต้องคิดให้เสมือนว่าเราเป็น “ลูกค้า” เพราะในชีวิตของคนจะมีบ้านสักกี่หลัง แต่หากเลือกมาเป็นลูกค้าของเสนาฯ เท่ากับว่าได้ความไว้วางใจ พนักงานควรภูมิใจที่ถูกเลือก ฉะนั้น จะต้องตอบสนองความต้องการและดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ตั้งแต่ผลิตบ้านด้วยคุณภาพ มีบริการหลังการขายที่เข้าถึงใจลูกค้า หากเกิดปัญหาก็ต้องแก้ไขได้รวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ขององค์กรด้วย

“บ้าน 1 หลังต้องใช้เวลาผ่อนถึง 30 ปี ฉะนั้น เสนาฯคือ 30 ปีของเขาเสมอ พนักงานของเสนาฯเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี และมุมมองเหล่านี้เรานำมาจากความเห็นของลูกค้าทั้งสิ้น เหล่านี้คือ core value ของบริษัท เราอย่ามองในมุมของ producer ต้องคิดในมุมมองของ consumer เสมอ ไม่ว่าจะตัดสินใจในเรื่องใดก็ตาม”

ต้องคิดเสมอว่าไม่มีปัญหาอะไรในองค์กรที่ไม่ใช่ปัญหาของเรา เกษราบอกว่า เมื่อองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น ค้นพบว่าพนักงานในบริษัทคุยกันน้อยลง รู้จักกันน้อยลง และพนักงานส่วนใหญ่ก็จะพยายามสร้าง “เกราะ” ของตัวเองขึ้นมา ภาพที่เกิดขึ้นตามมาโดยเฉพาะเมื่อมีการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็มักจะเลี้ยงฉลองความสำเร็จ และยังทำให้ได้ผู้บริหารและพนักงานได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ประเด็นที่มักคุยกันคือ เมื่องานสำเร็จแล้วควรฉลองความสำเร็จให้ใคร เช่น ทีมจัดซื้อที่ดิน หรือทีมก่อสร้างที่รักษาต้นทุนผลิตได้ดี การเฮฮากับความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นเราควรดีใจกับใคร ทั้งที่กว่าจะสำเร็จสักโครงการมีพนักงานหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น ทุกอย่างควรจะรวมเป็น “เนื้อเดียวกัน”

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเหลือให้พนักงานกลายเป็นเนื้อเดียวกันก็คือ “การสื่อสาร” ภายในองค์กร ฉะนั้น สิ่งที่เสนาฯให้ควาามสำคัญอีกอย่างก็คือ “ทีมเวิร์ก” นั่นเอง

“ในฐานะที่เป็นอาจารย์มาก่อน การทำงานคนเดียวเราอาจจะรู้สึกว่าดี แต่ในการทำงานร่วมกัน ไม่ถามหรือคุยกับคนอื่นมันก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ถือว่าไม่ใช่คนในแบบที่เสนาฯต้องการ เพราะธุรกิจคือทีมเวิร์ก ขายเก่งไม่มีประโยชน์ถ้าหากว่าสุดท้ายแล้วบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่โอนไม่ได้ก็จบ เมื่อเราชัดเจนว่าคนในแบบเสนาฯจะต้องเต็มที่และให้ความสำคัญของลูกค้าและทีมเวิร์ก เป็นหน้าที่ของฝ่าย HR ที่จะหาคนทำงานให้ได้ตามสเป็กที่ต้องการ”

ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้คนทำงานค่อนข้างมากในขั้นตอนการก่อสร้างโครงการ แต่ไม่มีปัญหาเพราะเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการจะต้องเป็นคนจัดหา แต่สำหรับพนักงานประจำเสนาฯจะเป็นผู้จัดหาเองทั้งหมด ในบางช่วงที่อาจมีปัญหาเรื่องคน เสนาฯจะใช้วิธีดึงคนข้ามสายงาน ยกตัวอย่าง โปรเจ็กต์แมเนเจอร์บางคนอาจจะทำงานอยู่ในสาย A ที่ยังไม่สามารถขายได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในขณะที่สาย B ขายดีมาก ก็จะดึงโปรเจ็กต์แมเนเจอร์จากสาย A มาช่วย เป็นต้น

“ดร.เกษรา” ระบุอีกว่า ในวันนี้ของเสนาฯยังต้องการคนทำงานเพิ่มขึ้นทุกแผนก รวมถึงประเภทเอาต์ซอร์ซด้วย เนื่องจากเสนาฯอยู่ในระหว่างพัฒนาโครงการใหม่เป็นจำนวนมาก ล่าสุดอนุมัติให้รับพนักงานเพิ่มอีก 60 คน และขณะนี้ต้องการคนทำงานเป็นนิติบุคคลแบบ “ไม่จำกัด” อีกด้วย

ทั้งนี้ ดร.เกษราอธิบายว่า จำนวนนิติบุคคลขยายตัวไปตามโครงการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะนี้ถือว่าหายากมาก ประกอบกับเสนาฯไม่มีนโยบายซื้อตัวคนทำงาน ทำให้การขยายตัวทางธุรกิจของเสนาฯค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เสนาฯใช้วิธีปั้นพนักงานให้เก่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา ในขณะเดียวกันหากต้องหาคนเพิ่มในยุคที่ใคร ๆ ก็แย่งคนเก่งไปทำงาน จึงต้องมีแรงจูงใจเสริม คือ 1) ให้หุ้นบริษัท 2) ให้ทุนการศึกษา และ 3) ให้ประกันชีวิต อย่างไรก็ตาม การทำให้คนทำงานเก่งขึ้น ฉลาดขึ้นนั้น ใช้เงินน้อยกว่าการทำการตลาดแน่นอน

“การทำมาร์เก็ตติ้งแต่ละครั้งใช้เงินมาก เช่น ขึ้นป้ายบิลบอร์ด 1 ครั้งใช้เงินเกือบ 1 ล้านบาท สถานีโทรทัศน์ 1 นาที ใช้เงิน 500,000 บาท หากลงในหนังสือพิมพ์สูงสุดที่ 1 หน้า อยู่ที่ 700,000 บาท ซึ่งใช้เงินระดับนี้ส่งพนักงานไปเรียนได้ถึง 10 คน เสนาฯเห็นว่าการดูแลพนักงานให้ดี “คุ้มกว่า” การทำมาร์เก็ตติ้งเสียอีก” ดร.เกษรากล่าว

เมื่อถามถึงว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยง “ขาดคน” ทำงานหรือไม่ ดร.เกษราบอกว่า เกิดขึ้นบ้างในบางช่วงเวลา แต่เนื่องจากข้อดีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากการซื้อที่ดินแล้ว อย่างอื่นที่เหลือมันไม่ใช่ limited supply ยกเว้นงานเร่งในบางช่วงที่อาจจะขาดคนทำงานบ้าง แต่เสนาฯมีแผนรองรับคือ การผูกปิ่นโตกับบริษัทผู้รับเหมา และทำให้เขาเลือกเสนาฯเป็นอันดับแรก

ในช่วงท้าย ดร.เกษราเน้นย้ำว่า คนในแบบเสนาฯไม่ว่าจะขาดสิ่งใดไปก็ตาม แต่ต้องมีหัวใจของการบริการเท่านั้นพอ…

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ