อินทัช ส่งเสริมวิถีห้วยกระเจา หนุนข้าวหอม ชูเที่ยว 3 ธรรม

ข้าวเป็นผลผลิตสำคัญที่สร้างรายได้แก่ชาวนาไทย แต่ชาวนายังประสบปัญหายากจนเพราะขาดการพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ดังนั้น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรืออินทัช จึงเข้ามาช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ที่ยั่งยืนผ่านโครงการข้าวเพื่อสุขภาพโดยอินทัช ที่ดำเนินการมาแล้วทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2555 ล่าสุดอินทัชเดินหน้าต่อยอดพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จ.กาญจนบุรี ภายใต้แนวคิด “เที่ยว 3 ธรรม ตามวิถีห้วยกระเจา” นำเสนอผ่านเอกลักษณ์ของท้องถิ่นทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกิน และสถานที่ท่องเที่ยว

“เอนก พนาอภิชน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปี สำหรับการดำเนินโครงการปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ ได้ส่งเสริมให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการให้องค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับ สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้รวมกลุ่มเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์การเรียนรู้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพบ้านดักคะนน จังหวัดชัยนาท วิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพแก่นฝาง จังหวัดขอนแก่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาบ้านป่าไหม้ จังหวัดนครศรีธรรมราช เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่างามแสนสุข จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์การเรียนรู้เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน สังกัดเรือนจำกลาง จังหวัดสุรินทร์ และวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี

“ชุมชนอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2559 เป็นพื้นที่แห้งแล้งไม่มีคลองชลประทาน ปริมาณน้ำฝนน้อย แต่ในปัญหาดังกล่าวกลับพบว่าข้าวหอมมะลิเป็นพืชผลที่เหมาะกับพื้นที่ เพราะทำให้ข้าวมีรสชาติดีและมีกลิ่นหอม จากนั้นเราส่งเสริมชุมชนให้รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจาที่มีความเข้มแข็ง ชาวนามีรายได้จากการขายข้าวเพิ่มขึ้น ต้นทุนการปลูกข้าวลดลงเฉลี่ยต่อไร่ 50% มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของชุมชน และกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้สนใจมาศึกษาดูงานด้านสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากห้วยกระเจาปลูกข้าวนาปี ฉะนั้น ในช่วงนอกฤดูทำนาทางกลุ่มวิสาหกิจจึงช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรที่จะสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดปี หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลความเป็นไปได้พบว่า หากนำการท่องเที่ยวมาเชื่อมต่อกับฐานการทำงานเดิมจะช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชนในวงกว้างมากขึ้น”

อินทัชจึงได้สนับสนุนและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในแนวคิด “เที่ยว 3 ธรรม ตามวิถีห้วยกระเจา” ซึ่งธรรมที่ 1 หมายถึงธรรมะ ธรรมที่ 2 คือ ธรรมชาติ และธรรมที่ 3 ได้แก่ วิถีวัฒนธรรม โดยมีแนวทางการทำงาน 3 ด้าน 1.พัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณค่าโดยใช้นวัตกรรมมาสร้างสินค้าใหม่ ๆ 2.พัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน โดยจัดทำโปรแกรมท่องเที่ยวแบบ 1 วัน และ 2 วัน รวมถึงพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ให้เป็นยุวมัคคุเทศก์นำเที่ยว และ 3.สนับสนุนการจัดทำข้อมูลและการสืบค้นผ่าน QR code ประชาสัมพันธ์พื้นที่ให้เป็นที่รู้จัก รวมถึงร่วมมือกับ Wongnai หนึ่งในสตาร์ตอัพของโครงการ InVent โดยอินทัชเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง


“พัฒชรกิตติ์ สนองชาติ” รองประธานวิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา ตัวแทนของกลุ่ม เปิดเผยความรู้สึกว่า ตั้งแต่เริ่มทำโครงการร่วมกันกับอินทัช ผมมองว่ามีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มทำงานมีความเข้มแข็งมากขึ้นจนก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน สามารถผลิตข้าวที่ปลอดภัยได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างการคัดสรรดาว OTOP จากข้าวกิโลละ 20 บาท เพิ่มมูลค่าเป็น 60 บาทในแบรนด์หอมกระเจา เพราะจากเดิมโรงสีจะเป็นคนกำหนดราคา แต่ปัจจุบันเราเป็นคนกำหนดราคาเอง มีตลาดเกษตรโรงเรียนชาวนาที่เป็นของพวกเราจริง ๆ

นอกจากนั้น ทาง Wongnai ยังช่วยดึงคุณค่าของข้าวหอมกระเจาและวัตถุดิบพื้นถิ่นของชุมชน เช่น มะสัง ออกมาเพื่อสร้างประโยชน์โดยใช้การท่องเที่ยว โดยเอาไปทำอาหารโชว์ในรายการ Wongnai Cooking นอกจากนี้ ในเดือนมกราคมปี 2563 Wongnai จะเอาข้าวหอมกระเจา พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของชุมชนไปออกบูทขายในงาน Wongnai Bangkok Food Festival ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้คนได้รู้จักห้วยกระเจามากขึ้น”

อินทัชและหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้เรามองเห็นโอกาสจากสิ่งที่ชุมชนมี และดึงคุณค่าออกมาเพื่อสร้างประโยชน์โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นสะพานเชื่อมให้คนเข้ามาในพื้นที่ของเราเพิ่มขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่ทำให้พวกเรามีรายได้กันทั่วหน้า

Previous articleมาสด้าปูพรมถล่มตลาด SUV ส่ง CX-8 ทุบพีพีวี/ปีหน้า CX-30 พร้อมลุย
Next article“โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี” ต้นแบบวิศวกรรมสร้างสมดุลอย่างยั่งยืน