“ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” ถอดบทเรียนโควิด-19 พัฒนาแพทย์แห่งอนาคต

ด้วยพระอัจฉริยภาพและความสนพระทัยด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของ “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” ที่ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการมุ่งมั่นพัฒนางานด้านการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ในการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ ๆ ผ่านกระบวนการวิจัยที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อเกิดประโยชน์กับสังคมไทย ทั้งในเมืองและชนบทที่ห่างไกล

จึงทรงมีพระดำริพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563) โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร (7 ปี 2 ปริญญา) เพื่อการศึกษาการแพทย์แห่งอนาคต ในการก้าวขึ้นสู่ “The Futuristic Medical Education” เพื่อรับมือไวรัสโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ในอนาคตอันใกล้

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์

“ศ.นพ.นิธิ มหานนท์” เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (ววจ.) เปิดเผยถึงการแพทย์ยุคใหม่และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปรับตัวรับมือกับโรคอุบัติใหม่จนนำมาสู่การค้นคิดและร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรของ ววจ. โดยเฉพาะคุณสมบัติบัณฑิตที่พึงประสงค์ข้อแรกคือ การบ่มเพาะให้เขามีความเป็นมนุษย์มากขึ้น สอง ต้องพร้อมรับในความเปลี่ยนแปลง สาม รู้จักคิด, วิเคราะห์เป็นระบบ, รู้จักการใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ ข้อสุดท้ายเด็กรุ่นใหม่ ๆต้องมีคือความร่วมมือระหว่างวิชาชีพเพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์หาตัวยาใหม่ ๆ มารักษาโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนั้นเพราะ “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล ทั้งยังทรงมีพระประสงค์ที่จะยกระดับการศึกษาด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทย พร้อมทั้งทรงมีพระดำริให้ดำเนินการพัฒนาต่อยอด “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์” ให้เป็น “วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันการศึกษาวิจัยและสถาบันการแพทย์ครบวงจร

“โดยผ่านมาพระองค์เสด็จสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและการแพทย์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้วิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีเป้าหมายพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์สาธารณสุข ด้วยเทคนิคการเรียนการสอนที่ทันสมัย ผสมผสานงานวิจัยอยู่ในการศึกษาวิชาต่าง ๆ ทั้งยังเสด็จประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร ด้วยพระองค์เอง เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแนวใหม่ เพื่อมุ่งหวังให้บัณฑิตแพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นอกจากจะเป็นแพทย์ที่มีทักษะทางวิชาชีพที่เป็นเลิศมีคุณธรรมจริยธรรมแล้ว ยังต้องเป็นแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถด้านการวิจัย รู้จักกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมพร้อมเป็นแพทย์แห่งอนาคต”

“หลักสูตรแพทย์แนวใหม่นี้ใช้ระยะเวลาเรียน 7 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญาคือปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญา iBSc จากมหาวิทยาลัยยูซีแอลสหราชอาณาจักร โดยรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกไปแล้วจำนวน 32 คน ในปี 2563 นอกจากนี้วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ยังเปิดสอนคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ, คณะพยาบาลศาสตร์, คณะสัตวแพทยศาสตร์และสัตววิทยาประยุกต์ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2563 สร้างวิชาชีพสัตวแพทย์เพื่อเติมเต็มองค์ประกอบของแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) หมายถึงสุขภาพคน, สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเพื่อความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนชาวไทย”

“ศ.นพ.นิธิ” กล่าวต่อว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ถือเป็นคีย์เลิร์นนิ่งสำหรับสังคม และประเทศไทย ทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีของดีซ่อนอยู่ เช่น ระบบพื้นฐานสาธารณสุขไทยและอาสาสมัครประจำหมู่บ้านของเราเข้มแข็งมาก ถือเป็นตัวช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้ แต่มีหลายส่วนที่ต้องปรับปรุงและปรับตัวให้ดีขึ้น เพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่แย่กว่านี้ หากโรคระบาดกลับมาใหม่ และหากอยู่กับเราเป็นระยะเวลานาน คนไทยต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว กระบวนการสาธารณสุขต้องเฝ้าระวัง สามารถติดตามคนที่ต้องสงสัยมาตรวจได้ จะรักษาหรือกักตัวไว้ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การระบาดไม่แพร่หลาย

“ในมุมมองผม แพทย์เก่งระดับเดียวกันทั่วโลก แต่สิ่งที่คนไทยดีกว่าคือระบบสาธารณสุข และเรามีอาสาสมัครชุมชนในหมู่บ้านซึ่งต่างประเทศไม่มี จึงทำให้ควบคุมได้ พอโลกเราเกิดโรคติดต่อทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีคนเก่ง และทำศึกษาวิจัยเรื่องโรคระบาดเยอะมาก แต่กระจัดกระจายไปอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆและต่างคนต่างทำงาน ต่อไปเราควรมีแนวคิดการทำงานด้วยการร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในโลกอนาคต ความร่วมมือมีความสำคัญ โฟกัสในการที่จะทำอะไรร่วมกันให้ได้ ข้อดีของคนไทย รัฐบาลมีมาตรการรวดเร็ว คนไทยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราต้องให้ความรู้ประชาชนด้านพื้นฐานความรู้ การให้ความรู้ความเข้าใจ เราต้องสื่อกันด้วยเหตุผล ว่าทำไมต้องใส่หน้ากาก ทำไมต้องล้างมือ การสร้างระยะห่างเพื่ออะไร”

“กรณีศึกษาโรคโควิด-19 โรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่มีคำแนะนำในตำราในการรักษาโรค ประการสำคัญที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาคือการเก็บข้อมูล, การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล, การเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้วิเคราะห์การแพร่ระบาดในเมืองไทย ถ้าดูตัวเลขการระบาดจากประเทศต่าง ๆ จะแตกต่างกัน อุณหภูมิไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทำให้เชื้อโรคตาย บางประเทศพบเชื้อโรคน้อย การแพร่ระบาด อัตราการเสียชีวิตต่ำ อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่สุขลักษณะ เช่น ญี่ปุ่นประชากรนั่งรถไฟฟ้าหนาแน่น แต่การแพร่ระบาดน้อยหรือเป็นเพราะคนญี่ปุ่นใส่หน้ากากอนามัยไม่พูดคุยกัน ส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือ”

“แต่ที่ประเทศจีนมีตลาดสด, ร้านภัตตาคาร ผู้คนเดินกันพลุกพล่าน มีการพูดคุยกัน อยู่กันอย่างแออัด อากาศไม่หมุนเวียน ซึ่งเรายังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุแน่ชัด หรือเพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน นิยมอาบน้ำ, สระผม แตกต่างจากฝั่งยุโรปซึ่งเป็นเมืองหนาว ไม่นิยมชำระล้างร่างกาย รองเท้าก็ใส่เข้าบ้านหรือไม่ นี่เป็นข้อสมมุติฐาน เราต้องมีการวิจัยอย่างดี อย่างมีแบบแผน มีข้อเปรียบเทียบสิ่งที่เราต้องทำคือการคิดวิเคราะห์คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล หาข้ออธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ให้ได้”

“ศ.นพ.นิธิ” ยังบอกอีกว่า สำหรับรายละเอียดของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2563 (7 ปี2 ปริญญา) คือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กับมหาวิทยาลัยยูซีแอล และเครือข่ายสถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศ ได้แก่ โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิกหลักในหลักสูตรนี้โดยมีโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และโรงพยาบาลพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโรงพยาบาลร่วมสอน

“โดยหลักสูตรได้พัฒนาทั้งวิธีการเรียนการสอน การประเมิน การติดตามผลที่มุ่งบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และคิดค้นคว้านวัตกรรม พร้อมโอกาสที่จะได้เข้าร่วมศึกษาและทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล โดยยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากลเพื่อการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีศักยภาพขั้นสูง นักศึกษาแพทย์ที่ได้เข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้จะใช้ระยะเวลาเรียน 7 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา คือปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) MD จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญา iBSc จากมหาวิทยาลัยยูซีแอลสหราชอาณาจักร”

“โดยคณะแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างแพทย์สมัยใหม่ที่มีคุณลักษณะเฉพาะของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือที่เรียกว่า The CRA Doctor คือการสร้างแพทย์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม, มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคม แพทย์ที่มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ สอดคล้องกับมาตรฐานแพทยสภา และมาตรฐานสากล WFME และต้องเป็นแพทย์ที่สามารถดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างเป็นองค์รวม โดยรู้จักรักษาโรค รักษาใจรักษาคน รวมถึงรู้จักคิดค้นคว้าวิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สนองต่อพระปณิธานองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์”

“การศึกษาการแพทย์แห่งอนาคตเพื่อก้าวขึ้นสู่ The Futuristic Medical Education นอกจากแพทย์ต้องมีความรู้,คิดวิเคราะห์ วินิจฉัยโรคต่าง ๆ อย่างเป็นเลิศแล้ว คุณลักษณะสำคัญของแพทย์คือต้องมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น คือมีความเมตตา, สื่อสารด้วยแววตามากขึ้น มองลึกลงไปในแววตาคนไข้แบบนี้รู้สึกอย่างไร คนไข้ทุกข์อย่างไร เพื่อช่วยให้คนไข้พ้นทุกข์ให้ได้”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ