ไร่สุขพ่วง ตามรอยศาสตร์พระราชา

สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จัดกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้ และเข้าใจแนวพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา จนนำไปสู่การประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาตนเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการเยี่ยมชมการดำเนินงาน และแนวทางฝ่าวิกฤตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงที่ “ไร่สุขพ่วง” ศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย Earth Safe ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

“อภิวรรษ สุขพ่วง” เจ้าของไร่สุขพ่วง กล่าวว่าได้เดินตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ในเขตพื้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน

อภิวรรษ สุขพ่วง
อภิวรรษ สุขพ่วง

“กว่าจะมาเป็นไร่สุขพ่วง ผมทำงานในกรุงเทพฯมาก่อน ในช่วงนั้นเห็นความวุ่นวายของสังคมเมือง ทั้งเรื่องเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A H1N1 ที่ระบาดในปี 2552 ซึ่งผมเองก็ป่วยด้วยโรคนี้ไปด้วย จากนั้นในปี 2554ประเทศไทยเจอวิกฤตน้ำท่วมใหญ่อีก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯที่เป็นพื้นที่แออัด จึงทำให้ยากต่อการใช้ชีวิต จึงเกิดความกังวลว่าถ้าเจอวิกฤตอื่น ๆ อีกเราจะอยู่ได้อย่างไร ทำให้ไม่อยากฝากชีวิตไว้กับการทำงานใน กทม.ก็เลยกลับบ้านเกิดที่ราชบุรี เพื่อมองหาวิธีจะทำให้ตัวเองมีงานทำ มีคุณค่า และตามหาความสุขในชีวิต”

“อีกอย่างอาจเพราะบรรพบุรุษของผมเป็นชาวไร่ แต่พอมาถึงรุ่นพ่อ-แม่กลับหยุดทำไร่ไป เพราะทำงานรับราชการ ผมจึงมีความคิดอยากสานต่ออาชีพเกษตรกรของบรรพบุรุษ และอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพตัวเองด้วย จึงได้นำที่ดินมรดกมาปลูกข้าว และปลูกผักแบบปลอดสารเคมี”



“อภิวรรษ” อธิบายต่อว่าภายใต้การดำเนินการเกษตรอินทรีย์ได้น้อมนำแนวทางการจัดการน้ำ และการทำเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเป็นต้นแบบ และร่วมมือกับทางมูลนิธิปิดทองหลังพระเพื่อเผยแพร่และสร้างการรับรู้สู่สังคม ด้วยการบริหารจัดการพื้นที่ทางการเกษตรขนาด 25 ไร่เป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีการขุดสระน้ำและคลองไส้ไก่เพื่อรับน้ำฝน แล้วนำดินจากการขุดสระน้ำมาถมพื้นที่ให้สูงขึ้นเพื่อเหมาะกับการสร้างคอกสัตว์

“นอกจากนั้น ยังมีการปลูกป่า3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างตามศาสตร์พระราชาเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดี โดยในไร่มีพืชผักกว่า 100 ชนิด แบ่งเป็น 1.พืชที่กินได้ 2.ป่าไม้ใช้สอย 3.พืชเศรษฐกิจ และประโยชน์ที่ 4 มาจากพืชสมุนไพรที่เป็นยารักษาโรค ผมมองว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงช่วยชีวิตผมไว้มาก ทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันในคุณภาพชีวิต และลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดยแก่นของการใช้ชีวิตแบบพอเพียงคือเราต้องไม่ปลูกเพื่อขายอย่างเดียว แต่ต้องปลูกไว้บริโภคภายในครอบครัว และเมื่อเหลือจึงแบ่งปันด้วย”

“ส่วนวัตถุประสงค์ของการจัดทำศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ Earth Safe อินทรีย์วิถีไทย เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีงานทำ สามารถนำองค์ความรู้จากไร่ไปประยุกต์สร้างอาชีพ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างอาหารปลอดภัย ซึ่งตอนนี้เราทำมาครบ 10 ปี พบว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมีประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม”

“อภิวรรษ” บอกอีกว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ต้องรู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของตัวเอง ด้วยการสร้างความแตกต่าง ทำให้เป็นที่สนใจ และต้องมีคุณภาพสินค้าที่ดี จึงจะสามารถควบคุมตลาดเองได้ เพราะการควบคุมตลาดคือแทนที่เราจะพยายามผลิตสินค้าออกมาหลากหลาย เพื่อหาลูกค้าจำนวนมาก ๆ แต่หากเรามีสินค้าที่ดีและแตกต่าง ลูกค้าจะมาหาเราเอง

“โดยลูกค้าจะไม่ถามเราว่ามีอันนี้อันนั้นมั้ย แต่จะถามเราว่าวันนี้เรามีอะไรบ้าง และจะสั่งซื้อสินค้าแบบที่เรามี ที่สำคัญ ตอนนี้ผมกำลังผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าแล้ว และผมมีความสุขกับการทำการเกษตร รวมถึงยังแบ่งปันองค์ความรู้ให้กับผู้อื่นด้วย”


นับว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเหมาะสมกับยุคสมัยไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปเท่าไหร่ก็ตาม

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ