SDGs กับการบริหารวัคซีนของไทย ข้อผิดพลาด และทิศทางในอนาคต

ที่มาภาพ: REUTERS/Bruno Kelly

SDGs กับการบริหารวัคซีนของไทย ข้อผิดพลาดและทิศทางที่ควรเดินในอนาคต เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิต รัฐต้องแก้ไขให้รอบด้าน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการโครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ (ERTC) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็ปไซต์ SDG Move ว่า สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มีความรุนแรงยิ่งขึ้น แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มข้นขึ้นแล้วก็ตาม และในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ คาดว่าจะมีมาตรการที่มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจย่อมมากขึ้นและมีแนวโน้มจะลากยาวต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ประเทศไทยยังไม่สามารถนำวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาให้ประชาชนได้โดยเร็ว นอกจากนี้ การแพร่กระจายที่รวดเร็วและรุนแรงของสายพันธุ์เดลต้า ประกอบกับนโยบายการจัดการการระบาดช่วงก่อนหน้านี้ที่มีส่วนทำให้เชื้อกระจายไปทั่วประเทศ เพิ่มแรงกดดันให้แก่ระบบสาธารณสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการโครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ (ERTC) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต้องคิดให้รอบด้าน

ผศ.ชลได้ระบุถึงประเด็นสำคัญ ที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศต้องนำมาพิจารณานอกเหนือจากประเด็นเรื่องวัคซีน นโยบายการเยียวยา และนโยบายช่วยให้ระบบสาธารณสุขดำเนินการไปได้แบบเฉพาะหน้า ว่ามีดังนี้

1) การเตรียมการอย่างเป็นระบบเพื่อทำให้สังคมไทยรับมือกับโควิด-19 ได้ดี

2) ความมั่นคงทางอาหารของผู้คน โดยเฉพาะคนยากจน คนที่ประกอบอาชีพไม่ได้ และคนที่ต้องกักตัว

3) การเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขไทย การหาแผนสำรองสำหรับสถานการณ์ระบบสาธารณสุขให้เต็มศักยภาพ

4) นโยบายดูแลชีวิตเด็กนักเรียน และผู้ปกครอง นักเรียนที่หลุดออกไปจากระบบช่วงโควิด-19 จะดำเนินการอย่างไรต่อ ถ้าจะขยับการศึกษาไปออนไลน์จริง ได้มีการเตรียมการอย่างเข้มข้นเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้เพียงใด และขยายโอกาสให้คนได้มากเพียงใดแล้ว

5) มีมาตรการนำผู้ประกอบการรายย่อยขึ้นไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และอำนวยความสะดวกให้พวกเขามากเพียงใด

6) หาวิธีการจ้างงานหรือช่วยเหลือแรงงานนอกระบบและคนทำอาชีพ ที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ให้สามารถปรับตัวได้อย่างไร

7) รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้อยู่รอดจากการปิดเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร ช่วยลดต้นทุนและช่วยลูกจ้างได้อย่างไรบ้าง

8) สถานการณ์ขยะพลาสติก และขยะติดเชื้อ รวมถึงมีระบบในการจัดการ

วิกฤตสุขภาพกับมนุษยธรรม

ผศ.ชลกล่าวด้วยว่า วิกฤตสุขภาพมักมาคู่กับวิกฤตมนุษยธรรม สิ่งที่ทำให้ผู้คนโกรธรัฐบาลคือ วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่สะท้อนผ่านการตัดสินใจ และการสื่อสารสาธารณะต่าง ๆ ของผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ดำเนินการราวกับไม่ได้ยินเสียงของประชาชนในประเทศ

“สิ่งที่สังคมต้องการตอนนี้จากรัฐบาลคือ ท่าทีของความเห็นอกเห็นใจ ความจริงและการยอมรับความจริง ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และความตั้งใจที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลดูจะล้มเหลวในทั้ง 4 เรื่องนี้”

สถานการณ์ขณะนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงความเชื่อมโยงกันของมิติของ peace (ความสันติสุข) ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งเป็นมิติที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และการมีรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้ออื่น ๆ ทั้งหมด

“หากเรามีรัฐบาลที่ด้อยสมรรถภาพในการพาสังคมรับมือกับความเสี่ยงและต่อกรกับปัญหาแล้ว การพาสังคมลุกขึ้นยืนอีกครั้งโดยเร็วเพื่อก้าวต่อไปแทบจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ปัญหาที่เกิดขึ้นซับซ้อนขนาดนี้”

นอกจากนี้สถานการณ์โควิด-19 รอบล่าสุดยังเปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มต่าง ๆ อย่างชัดแจ้ง เช่น ความถูกสุขลักษณะของการอยู่อาศัยของแรงงานในแคมป์ก่อสร้าง จึงทำให้เกิดการระบาดอย่างที่เป็นอยู่, มาตรฐานของอาคารพาณิชย์ ห้องแถว ห้องเช่า สภาพการระบายอากาศ รวมถึงจำนวนคนที่อยู่ และมาตรฐานด้านสุขลักษณะอื่น ๆ ดีพอหรือไม่ จึงทำให้เกิดการระบาดได้มากขนาดนี้ เรื่องเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นที่สิงคโปร์เมื่อปีก่อน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยอาจไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อนบ้านเพียงพอ

“จุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่โควิด-19 สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของทุกคนเชื่อมโยงกันขนาดไหน การใช้ชีวิตของเราไม่ได้แยกขาดจากชีวิตของแรงงานในไซต์ก่อสร้างเลย คุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเขามีส่วนในการกำหนดคุณภาพชีวิตของทุกคนด้วย นั่นยิ่งทำให้เห็นว่า การพัฒนาที่ครอบคลุม (inclusive development) ไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อให้รู้สึกเป็นคนดี แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะเป็นต่อความอยู่รอดของทุกคน”

ทิศทางอนาคต-เสริมพลังสาธารณสุข

ผศ.ชลกล่าวว่า เมื่อมองไปในอนาคตอีกครึ่งปี ประเทศไทยอาจจะยังไม่มีวัคซีนเพียงพอ ในขณะที่สายพันธุ์ของโควิด-19 จะกลายพันธุ์ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งความไวและความรุนแรงของการแพร่ระบาด และการกลายพันธุ์ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก

เมื่อไม่มีวัคซีน ทำให้แรงกดดันมหาศาลจะตกกับระบบสาธารณสุข ส่งผลให้กำลังพลทางการแพทย์และศักยภาพของสถานพยาบาลจะลดลงเรื่อย ๆ สวนทางกับจำนวนผู้ติดเชื้อ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การล็อกดาวน์ และการทำงานจากบ้าน (work from home) เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน และคาดการณ์ได้ยากว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

“ทิศทางที่รัฐบาลควรเดินคือ การดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพมาเร็วที่สุด อย่างไรก็ดี ระหว่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้รัฐบาลต้องดำเนินการด้านอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การเสริมพลังให้กับระบบสาธารณสุข จะมีกระบวนการอย่างไรที่จะผ่อนแรงกดดันของระบบสาธารณสุขทางกายภาพให้กลับไปอยู่ที่บ้านหรือบนโลกออนไลน์ได้ ซึ่งประการหลังจะเพิ่มศักยภาพให้กับระบบสาธารณสุขอีกมาก”

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเยียวยาอย่างเต็มที่และไม่เลือกปฏิบัติ การก่อหนี้เพื่อเยียวยาคือ ราคาของนโยบายวัคซีนที่ผิดพลาด ซึ่งหากรัฐบาลและสังคมไม่จ่ายเป็นเงิน รัฐบาลและสังคมอาจจะจ่ายต้องเป็นชีวิตของประชาชนแทน หากรัฐยังพยายามเลี่ยงไม่ทำสิ่งนี้ สิ่งที่จะตามมาคือ คนที่มีอาชีพรายวันอาจจะไม่ยอมกักตัวแม้จะป่วย สภาวะความปลอดภัยในสังคมอาจลดลงจากอาชญากรรมและยาเสพติด

ลดต้นทุนผู้ประกอบสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

ผศ.ชลกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐต้องพาการบริการของรัฐและเอกชนไปอยู่บนโลกออนไลน์ให้ได้มากที่สุด การช่วยเหลือและชดเชยต้นทุนบางส่วนให้ผู้ประกอบการสามารถขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป การผ่อนคลายกติกาที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาและลดต้นทุนการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เป็นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการ

“ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐต้องเปลี่ยนทัศนคติการให้บริการภาครัฐและมาตรการต่าง ๆ จากแนวคิดชาตินิยมมาเป็นมนุษยนิยม ในสถานการณ์นี้ไม่มีใครปลอดภัยหากทุกคนไม่ปลอดภัย เอกลักษณ์ทางกฎหมาย (เช่น บัตรประชาชน) ไม่ควรเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการและมาตรการต่าง ๆ หากคนเหล่านั้นไม่มี รัฐต้องบริการก่อนแล้วจึงอำนวยความสะดวกให้มีเอกลักษณ์ทางกฎหมายนั้น ไม่ใช่ใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ให้บริการ”

การดำเนินการข้างต้น รัฐต้องร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินการรับมือกับปัญหาเหล่านี้ รัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนหาวิธีในการลดต้นทุนการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและบริการ ร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รัฐควรร่วมมือและหนุนเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการวางระบบและรับมือกับปัญหาข้างต้นอย่างจริงจัง ให้อำนาจให้ทรัพยากรแก่เขาเพื่อช่วยกันดูแลประชาชน

ผศ.ชลกล่าวในตอนท้ายว่า ขอเป็นตัวแทนของ SDG Move ในการแสดงความเสียใจกับทุกคนที่ต้องเผชิญความสูญเสียใด ๆ ก็ตาม ที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดรอบล่าสุดนี้ เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ในแนวหน้าทุกคน และขอให้ทุกคนรักษากายและใจของตัวเองควบคู่ไปด้วยเพื่อเราจะได้อยู่ถึงวันที่สังคมที่เราอยากเห็นเกิดขึ้นจริง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ