47 Meters Down อะไรก็เกิดขึ้นได้ใต้ทะเลลึก

It?s a bell : เรื่อง

ค่ายโมโนฟิล์มเอาใจคอหนังทริลเลอร์ในเมืองไทยด้วยการส่งหนังเรื่อง 47 Meters Down (47 ดิ่งลึกเฉียดนรก) มาให้ได้ชม

หนังว่าด้วยวันพักร้อนของสองศรีพี่น้อง ลิซ่า (รับบทโดย แมนดี้ มัวร์)และ เคท (รับบทโดย แคลร์ โฮลท์) พวกเธออยากหาประสบการณ์แปลกใหม่เร้าใจด้วยการดำน้ำลึกชมฉลามขาวอย่างใกล้ชิด แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อกรงที่พวกเธอเข้าไปสายยึดกรงขาด ทำให้ลิซ่าและเคท

ดำดิ่งลึกลงไปใต้น้ำถึง 47 เมตร พวกเธอจะรับมืออย่างไรภายใต้สถานการณ์กดดันที่แข่งกับเวลา และต้องเผชิญหน้ากับอันตรายต่าง ๆ นานาที่เฝ้ารอพวกเธออยู่

ภาพยนตร์แตะแบ็กกราวนด์ของตัวละครเพียงเล็กน้อยเพื่อให้พอรู้ที่มาที่ไป ก่อนนำเราเข้าสู่มฤตยูอันดำมืดใต้ทะเลน้ำลึกอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา ซึ่งถือว่า โยฮันเนส โรเบิร์ต และเออร์เนส ริเอร่า ผู้กำกับและเขียนบททำได้ดีเลยทีเดียว เพราะเขาเคยเขียนบทและกำกับภาพยนตร์แนวระทึกขวัญมาก่อน ซึ่งในอนาคตเราจะเห็นผลงานกำกับของเขาจาก The Stranger Thing 2 ภาคต่อของทีวีซีรีส์ The Stranger Thing ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด คอหนังทริลเลอร์จะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ความกลัว น่าขนลุก และระทึกขวัญตลอด 89 นาทีแถมจุดที่น่าประทับใจหลากหลายฉาก เชื่อว่าผู้ชมจะรู้สึกร่วมอย่างสมจริงสมจัง ภาพยนตร์สร้างจุดร่วมทางความรู้สึกระหว่างหนังกับคนดูได้ดีมาก ๆ

นอกจากฉากระทึกขวัญ หวาดเสียวกับฉลามขาวกัดกระชากแล้ว โดยส่วนตัวชอบที่หนังปล่อยบางซีนให้เงียบทิ้งไว้หลายนาที เพื่อให้คนดูเห็นการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคนโดยไม่ต้องใช้คำพูดอะไรเลย ฉากเหล่านี้ยิ่งทำให้ความกลัวคืบคลานเข้ามาในใจได้อีกเป็นเท่าตัว

และด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผู้เขียนบทโยนเข้ามาในหนัง เช่น การรับมือกับออกซิเจนที่กำลังจะหมดลง, วิทยุสื่อสารที่ใช้ไม่ได้เนื่องจากอยู่นอกเขตสัญญาณ, ภายนอกกรงมีฉลามขาวว่ายเวียนอยู่เต็มไปหมด, ความเวิ้งว้างว่างเปล่าใต้น้ำ, โรคน้ำหนีบ (Decompression Sickness) ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันเมื่อว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป และอาการเมาไนโตรเจน ซึ่งกดประสาทและจะเริ่มออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความลึกของระดับน้ำ ทำให้เห็นภาพหลอน ขาดการตัดสินใจ ทุกเงื่อนไขที่เพิ่มเข้ามาล้วนส่งผลดีให้ภาพยนตร์สนุกขึ้น มีเรื่องราวให้เราได้ลุ้นหลายรอบไม่หยุดหย่อน ลุ้นกันจนเหนื่อยเลยทีเดียว

Previous articleช้างศึกของ “ราเยวาช” ไม่มีเสน่ห์เหมือนทีม “ซิโก้” แต่ไม่มีใครเป็นจุดอ่อน-เล่นมีวินัย
Next articleงานนี้จบยาก! สองตระกูลเก่าสู้กันยันศาล เปิดศึกแย่งชื่อถนน “สุทธิสารวินิจฉัย VS อินทามระ”