ดร.วิวัฒน์ กรมดิษฐ์ ผู้อยู่เบื้องหลัง “บ้านกรมดิษฐ์” บ้านสวนลอยฟ้า

ดร.วิวัฒน์ กรมดิษฐ์
ดร.วิวัฒน์ กรมดิษฐ์
ผู้เขียน : กษมา ศิริกุล

ใครเลยจะคิดว่าดาดฟ้าชั้น 6 ของอาคารที่ดูเป็นตึกออฟฟิศธรรมดา ๆ จะถูกเนรมิตเป็น “บ้านในสวน” ที่สวยงามร่มรื่นราวกับอยู่ในนิยายก็ไม่ปาน

เรากวาดสายตามองไปรอบ ๆ พื้นที่นั้น ไม่เพียงถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวจากต้นไม้ใหญ่น้อย แต่ยังมีสรรพสัตว์ เจ้าเป็ดน้อยลอยน้ำเล่นในสระ และยังมีบ้านหลังใหญ่อีก 2 หลัง ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ

นับว่าไม่ธรรมดาสำหรับฝีมือการเนรมิตของพี่น้องตระกูล “กรมดิษฐ์”

แน่นอนว่าในวงการธุรกิจไทย แทบไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก “ตระกูลกรมดิษฐ์” ผู้ประกอบการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่มีรายได้หลักหมื่นล้าน

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วิกรม กรมดิษฐ์” ประธานกรรมการ วัย 70 ปี พี่ชายคนโต ซึ่งในอีกมุมหนึ่งคือนักคิดนักเขียนที่มีผลงานหนังสือจำนวนมาก และที่สำคัญเขายังเป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่บริจาคเงิน 20,000 ล้านบาท ทำการกุศล และ “วิบูลย์ กรมดิษฐ์” น้องชายคนรองผู้รับหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ก่อนหน้านี้ แต่เพิ่งวางมือด้านการบริหารไปด้วยปัญหาด้านสุขภาพ

Advertisment

วิศวกรสายชิล

นอกจาก “วิกรม-วิบูลย์” แล้ว น้อยคนนักที่จะได้รู้จัก “น้องชายอีกคน” ที่มีชื่อว่า “ดร.วิวัฒน์ กรมดิษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นน้องชายคนที่ 6 และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ “บ้านกรมดิษฐ์” บ้านสวนดาดฟ้าแห่งนี้

ดร.วิวัฒน์เล่าถึงการเข้ามาทำงานที่อมตะฯให้เราฟังว่า เริ่มมาดูแลเรื่องวิศวกรรม และที่ดินในอมตะฯ ตั้งแต่ปี 2012 จนตอนนี้ อายุ 60 ปีกว่าแล้ว โดยจบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเข้ามาชิมลางอยู่ในอมตะฯระยะสั้น ๆ แล้วไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

ดร.วิวัฒน์ไม่เพียงจบวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่ยังจบด้านเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์อีกด้วย และจากประสบการณ์ทำงาน เคยไปทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นอีกปีครึ่งก่อนจะกลับมาทำงานที่ไทยอีกครั้ง

แปลงดาดฟ้าเป็นบ้าน

เขาฉายภาพว่า แนวคิดในการทำบ้านกรมดิษฐ์ที่ชั้นดาดฟ้าอาคารอมตะฯนั้น เกิดขึ้นจากตอนที่กำลังทำตึกนี้

Advertisment

“ตอนนั้นผมเป็นวิศวกรแล้วก็ทำตึกนี้ ผมได้รับโจทย์จากพี่วิกรมให้ทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ ‘ชั้น 6 เหมือนชั้น 1’ เปิดประตูมาแล้วนึกว่าอยู่ข้างล่างเลย”

หลังจากนำเอาโจทย์นั้นมาตีความ ก็มองว่าการจะนึกถึงชั้นล่าง ซึ่งก็เท่ากับต้องอยู่บน “พื้นดิน” ดังนั้น ในตอนที่ออกแบบจึงวางแปลนโดยไม่เอากระถางมาตั้ง แต่ใช้วิธีลงหญ้าสนามปูพื้นไปให้หมด

ซึ่งการปูพื้นบนดาดฟ้าที่มีความร้อนสูง เราก็ถมดินขึ้นมา 10 เซนติเมตร แต่เท่านั้นยังไม่พอ จุดสำคัญคือ เมื่อฝนตกดาดฟ้าทั่วไปน้ำจะขัง แต่เราออกแบบว่าตรงข้าง ๆ จะมีที่ระบายน้ำ โอเวอร์โฟลว์ ไปอยู่ริม ถ้าฝนตกหนักระบายไม่ทันก็ต้องออกข้าง ๆ

ส่วนการเลือก “ต้นไม้ใหญ่” ที่เอามาลงในสวนใช้เป็นต้นไม้จริงทุกต้น หากดูจะเห็นว่าเราวางต้นไม้ แนวตรง ๆ เพราะวางบน “หัวเสา” จึงต้องวางตามแนวเสา เพื่อจะได้รับน้ำหนักได้เยอะ แต่ทำอย่างไรให้ไม่ดูว่าเป็นแนวตรง ๆ ก็เลยเลือกใช้ต้นไม้ที่มีทรงสวย แล้วเอาไม้ประดับต้นที่มีขนาดเล็กลงมาวางไว้ตรงคาน ส่วนพื้นที่รับแรงไม่ได้ก็ปลูกหญ้านี่คือ วิศวกรคิดและทำเอง

“เราไม่เล่นต้นไม้ที่แพง แต่เราเลือกตั้งไม้ที่มีลีลา คือ ทรงสวย น้ำหนักไม่ได้หนักมาก แล้วก็เทคนิคนิดหนึ่งคือการเสริมเหล็กตรงโคนต้นยึดให้อยู่ และเติมดิน 80 เซนติเมตร การทำเหล็กยึดโคนต้นไม้ ซึ่งจะไม่ใช่ทำแบบเหมือน ๆ กันหมด แต่เราจะก๊อบปี้โคนลำต้นของต้นไม้แต่ละต้นจริง ๆ ทำเป็นโครงเหล็กเคลือบด้วยปูน เพื่อให้มีลักษณะเหมือนต้นไม้ต้นนั้นจริง ๆ ทั้งรูปแบบ พื้นผิว และสีสันให้กลมกลืนไปกับต้นไม้แต่ละต้น”

สู่บ้านลอยฟ้าหลังที่ 2

อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่บนดาดฟ้า ที่มีประมาณ 1 ไร่ นอกจากวางสวนแล้ว ยังมีการวาง “บ้านถึง 2 หลัง” และเป็นบ้านที่คนอยู่อาศัยได้จริง ๆ

“บ้านหลังแรกสร้างมาตั้งแต่ต้นพร้อมกับสวน เพราะที่บ้านมีพี่น้องเยอะพื้นที่ไม่พอ เราจึงมาสร้างหลังที่สอง แต่เน้นเป็นห้องประชุมใหญ่ แบ่งพาร์ทิชั่นเป็น 2 ห้องได้ และข้างบนเป็นเรือนรับรองให้กับผู้ที่มาประชุมได้ มีการปรับแต่งเฟอร์นิเจอร์ที่ยกพับเก็บได้ ทั้งหมดนี้ อยู่ที่เราดีไซน์ แต่ที่นี่จะยากเพราะมีเงื่อนไขเรื่องการรับน้ำหนักซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด”

ถามว่าลงทุนต้นไม้เยอะหรือไม่ ดร.วิวัฒน์บอกว่า ภาพรวมลงทุนต้นไม้ไม่เยอะ แต่ลงทุนด้านการดูแลเยอะ (หัวเราะ) สวนนี้เมื่อครั้งเปิดครั้งแรกมีรายการ “ตามไปดู” มาถ่ายทำ แต่ตอนนี้ เรารีโนเวตเพิ่มบ้าน เป็นเรือนรับรองขึ้นมาอีก 1 หลัง เพิ่งเสร็จปีก่อน

บ้านหลังแรกที่รีโนเวต 100 ล้านบาท ส่วนหลังใหม่ 80 ล้านบาท แต่การออกแบบที่ “บ้านกรมดิษฐ์” ยังเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ เทียบกับแบบของจริงที่ทำ คือ ที่อมตะคาสเซิล ที่สร้างขึ้นในสนามกอล์ฟ อมตะ สปริง คันทรี คลับ จ.ชลบุรี คฤหาสน์หรูระดับ 2 พันล้านบาท

ซึ่งครั้งหนึ่ง “ประชาชาติธุรกิจ” ได้เคยไปเยี่ยมชมอมตะคาสเซิล เมื่อปี 2559 ซึ่งเป็นอาคารทรงยุโรปที่ดูทันสมัยคล้ายกับปราสาท สูง 49.9 เมตร ความยาว 119 เมตร มีจำนวน 8 ชั้น รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 25,351 ตร.ม. อาคารถูกตกแต่งอย่างสวยงามทั้งภายในและภายนอก แบ่งสรรพื้นที่ทั้งสำหรับจัดนิทรรศการ 1,270 ตร.ม., ห้องจัดเลี้ยง ขนาด 500 ตร.ม. 1 ห้อง, ห้องสัมมนา 140 ตร.ม. 1 ห้อง, ห้องศิลปิน 24 ห้อง และพื้นที่พักอาศัย 2,500 ตร.ม.

แต่สำหรับ “บ้านกรมดิษฐ์” แล้ว อาจจะเรียกว่าสวรรค์บนดินที่คนอย่างเรา ๆ คงนึกจินตนาการได้ยาก

Maximize Performance

ท้ายที่สุดแล้วน้องชายแห่งบ้านกรมดิษฐ์ยังเล่าหลักการทำงานให้ฟังว่า “Passion” ในการนำเอาความรู้ด้านวิศวะมาดูแลเรื่อง ESG เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย และการลดโลกร้อน ตามแนวทางของอมตะฯว่า ตอนนี้อมตะฯได้ขุดบ่อสำรองน้ำ สำหรับใช้หากเกิดภัยแล้งนานถึง 14 เดือน และในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มบ่อให้เพียงพอใช้ 36 เดือน หรือ 3 ปี

โดยนำเอา “ดิน” จากขุดบ่อไปถมที่เพื่อสร้างนิคมขาย และเราติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนพื้นที่บ่อน้ำสำรอง ผลิตไฟ 19.5 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการระเหยของน้ำ แต่ยังทำให้มีไฟฟ้าสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนสมัยใหม่ด้วย ซึ่งในอนาคตมีแผนจะพัฒนาไปให้ได้ ถึง 70 เมกะวัตต์

อีกด้านหนึ่งใช้แนวทางที่ทำให้ “น้ำเสียเป็นศูนย์” จากปริมาณน้ำที่ใช้ 50,000 คิวที่ชลบุรี เอามาใช้ 20,000 คิว เหลือ 30,000 คิด จากนั้นก็เอาไปให้โรงไฟฟ้าใช้ จนเข้มข้นขึ้นแล้วเอาไปรดต้นไม้ แต่ต้องบำบัดจนไม่มีกลิ่นแล้ว

“ถ้าเราเป็นนักธุรกิจที่ไม่สนใจอะไร ก็เอาน้ำใหม่มาใช้ ไม่ได้เสียหายอะไร แต่วันนี้สิ่งที่เราทำคือ ของที่รีไซเคิลกลับมา ในแง่ Profit ไม่คุ้ม เพียงแต่เรื่องนี้จะช่วยให้ไม่เกิดผลกระทบต่อชุมชน เมื่อน้ำเสียซีโร่เราได้กำไร เวลาที่เราคุยกันในบริษัทจึงบอกว่าจะเลือก Maximize Profit หรือ Maximize Performance ถ้าเอา Maximize Profit คิดแต่อยากจะได้เงินอย่างเดียว แต่ถ้าจะเอา Maximize Performance ก็ต้องมาคิดว่า บางอย่างไม่ได้ด้วยเงิน แต่ได้ด้วยสิ่งอื่นที่คุ้มค่ากว่า” นี่คือบทสรุปจากน้องชายแห่งบ้านอมตะฯ