ล่องเรือทะเลสาบอาชิ กินไข่ดำบนหุบเขานรก 1 ฟอง อายุยืนขึ้น 7 ปี

กรกนก มาอินทร์ : เรื่อง-ภาพ
ต่อจากที่ได้ร่วมทริปกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JNTO และสายการบินนกสกู๊ต รอบที่แล้ว เราปิดท้ายวันด้วยการกินไอศกรีมชาเขียวเข้มที่สุดในโลก วันถัดมาเราเริ่มวันใหม่ด้วยการออกเดินทางจากโรงแรมไปยังเกาะเอโนะชิมะ เกาะเล็ก ๆ ในจังหวัดคานางาวะ ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวมาประมาณ 2 ชั่วโมง วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นหมู่บ้านและทะเลที่มีคนกางเต็นท์ริมชายหาดรับลมกันชิล ๆ
ถนนเบ็นไซเท็นนากามิเสะ

พอมาถึงเกาะ ก่อนเดินขึ้นไปบนศาลเจ้าจะเจอถนนเบ็นไซเท็นนากามิเสะ เรียงรายไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือของกินจากทะเล

เป้าหมายแรกเมื่อถึงเกาะนี้คือขึ้นไปไหว้ศาลเจ้าเอโนะชิมะ หนึ่งในสามเบ็นไซเท็นที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งไกด์ชาวญี่ปุ่นเล่าว่า ตัวศาลเจ้าแห่งนี้ก่อสร้างในถ้ำหิน ด้วยพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระจักรพรรดิคินเมย์ในปี ค.ศ. 552 โดยในนี้มีศาลเจ้าทั้งหมด 3 ศาล ได้แก่ ศาลเฮทสึมิยะ ศาลนากาทสึมิยะ และศาลโอคุทสึมิยะ เรียกรวมทั้งหมดว่า “ศาลเจ้าเอโนะชิมะ” นั่นเอง

ภายในศาลเจ้ามีนักท่องเที่ยวมากมายมาขอพร เริ่มตั้งแต่การนำเหรียญ 100 เยนใส่ลงไปในตะกร้าไม้เล็ก ๆ แล้วนำลงไปแกว่งในน้ำตกขนาดเล็ก โดยมีความเชื่อว่าเหรียญที่ผ่านการชำระล้างแล้วจะเป็นเหรียญมงคล สามารถพกติดตัวเพื่อเสริมสิริมงคลได้

นอกจากนี้ ยังมีให้ลอดซุ้มไม้ซึ่งจะมีรูปอธิบายว่าจะต้องลอดแล้วเดินหมุนไปด้านไหนก่อนจนกว่าจะครบ เมื่อลอดเสร็จสามารถเดินไปขอพร โดยการเขียนคำอวยพรลงในกระดาษที่ทางศาลเจ้าเตรียมไว้ เสร็จแล้วนำไปวางแล้วใช้รูปปั้นไม้วางทับ เรียกได้ว่าเริ่มต้นวันได้อย่างสุขใจเสียจริง ส่วนบรรยากาศในวัดหากไม่นับอากาศร้อนตับแตกในช่วงที่ไปนั้น คงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ดีสำหรับการพักผ่อนทางจิตใจ


ช่วงบ่ายไปต่อด้วยการล่องเรือที่ทะเลสาบอาชิ หรือทะเลสาบฮาโกเนะ ลักษณะเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ ทอดตัวในแนวตะวันตกเฉียงใต้ของแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาดฮาโกเนะ โดยทะเลสาบแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน แต่น่าเสียดายที่ช่วงเราไปนั้นอากาศไม่เป็นใจเสียเท่าไหร่ ทำให้อดเห็นภูเขาไฟฟูจิ

 

ความรู้สึกแรกเมื่อเห็นเรือจอดเทียบท่า ภาพของหนัง Pirates of the Caribbean ลอยเข้ามาในหัว เรือสองลำขนาดใหญ่มีหลายชั้นตรงหน้า เรียกความตื่นเต้นจนต้องเร่งฝีเท้าไปตามเสียงเรียกขึ้นเรือ และล่องเรือชมวิวอยู่ประมาณ 30 นาที สำหรับค่าล่องเรืออยู่ที่ประมาณ 300 บาทไทย หรือ 1,000 เยน

 

จากนั้นเรามานั่งกระเช้าฮาโกเนะเพื่อไปยังหุบเขาโอวาคุดานิ หรือหุบเขานรก อีกหนึ่งแลนด์มาร์กดังของฮาโกเนะที่เกิดจากการปะทุของภูเขาคามิ ช่วงที่ภูเขาไฟฮาโกเนะระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อ 3,000 ปีก่อน ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,050 เมตร

 

แม้จะไม่มีการระเบิดหรือปะทุของภูเขาไฟมายาวนาน แต่ใต้พื้นผิวดินยังไม่ดับและมีความร้อนอยู่ ทำให้มีบ่อน้ำร้อน และแร่กำมะถันปริมาณมากพวยพุ่งขึ้นมาจากผิวดินคล้ายควันสีขาวแทบตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นั่น ไฮไลต์เด็ดคือ ไข่ดำ ซึ่งเป็นไข่ต้มสุกในบ่อของหุบเขาโอวาคุดานิ แม้เปลือกไข่จะดำแต่ข้างในก็คือไข่ต้มสีขาวปกติ มีความเชื่อว่าหากกินไข่ดำ 1 ฟอง จะอายุยืนขึ้นไปอีก 7 ปี

 

ความเชื่อเรื่องการกินไข่ดำ 1 ฟอง อายุยืน 7 ปี ไกด์อธิบายให้ฟังว่า มีตำนานเรื่องเล่าของชายหนุ่มที่พ่อป่วยหนัก และหมอบอกว่ากำลังจะตาย รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย จนมีชาวบ้านโอวาคุดานิบอกเขาว่า ในหุบเขานรกมีของวิเศษที่สามารถช่วยพ่อของเขาได้ ชายหนุ่มจึงขึ้นมาบนนี้และพบเข้ากับชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ปากบ่อแร่กำมะถัน

เขาถามชายชราว่า สถานที่แห่งนี้มีอะไรเป็นของวิเศษที่รักษาพ่อของเขาได้ ชายชราที่ตกใจจนทำของบางอย่างหล่นลง และชี้ไปที่บ่อ ชายหนุ่มตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อ และได้ไข่ดำต้มขึ้นมา 1 ฟอง เขานำมันกลับมาให้พ่อกิน ต่อมาอาการของพ่อเขาดีขึ้น และมีชีวิตยืนขึ้นอีก 7 ปี

ส่วนชื่อหุบเขานรก ทำเอาแอบหวั่น ๆ แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างก็ไปยืนตรงจุดชมวิวที่มองเห็นกำมะถันอย่างชัดเจน เพื่อเก็บภาพคู่เป็นที่ระลึก ซึ่งจะมีไม้กั้นบริเวณว่าเราเข้าใกล้ได้แค่ไหน เดินชมรอบ ๆ จะเห็นชัดว่าที่นี่แบ่งเป็นโซน ๆ ไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพิพิธภัณฑ์ จุดนั่งพัก บ่อต้มไข่ดำ และโซนของกินที่อิงกับเรื่องไข่ดำ อย่างไอศกรีม ขนม ของฝาก ต่างก็เป็นสีดำ

เราใช้เวลาอยู่บนหุบเขานรกไม่นานก่อนสัญญาณเรียกจากไกด์ชาวญี่ปุ่นบ่งบอกว่า ให้รีบไปขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับโรงแรม นอกจากความสะอาดที่เห็นตั้งแต่วันแรก ความตรงต่อเวลาของคนที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก

ก่อนเดินขึ้นรถ เราแอบหันหลังไปโบกมือลาหุบเขานรก แม้วันนี้จะพลาดไม่ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิ แต่หุบเขาตรงหน้าก็สร้างภาพจดจำที่ดีและมีคุณค่ากับเราไม่น้อย…พร้อมเสียงร้องในใจ “อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้แล้ว”