Bath เมืองมรดกโลก 2,000 ปี ร่องรอยโรมันบนแผ่นดินอังกฤษ

อังกฤษ ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของผู้คนเสมอ เพราะมีครบ ไม่ว่าจะความสวยงามของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความเก่าแก่ อารยธรรม สถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้าง ความศิวิไลซ์ ความทันสมัย ไลฟ์สไตล์ อังกฤษมีให้ตอบโจทย์ทุกอย่าง พูดได้ว่าไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ เพราะมีหลากหลายสไตล์มากจริง ๆ

คราวนี้เราจะชวนไปเที่ยวเมืองหนึ่งในอังกฤษ ซึ่งมีสถานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก นั่นก็คือ เมืองบาธ (Bath) เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพราะจุดขายคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือมีข้อจำกัดตามฤดูกาลเหมือนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

เมืองบาธอยู่ทางตะวันตกของลอนดอน ตั้งอยู่บริเวณหุบเขาริมแม่น้ำเอวอน (Avon) จุดเด่นของบาธ คือ เป็นเมืองแห่งน้ำแร่และน้ำพุร้อน ผู้คนจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรปนิยมข้ามน้ำข้ามทะเลไปพักผ่อนแช่น้ำพุร้อนที่เมืองนี้มานาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือราว 2,000 ปีแล้ว รวมถึงราชวงศ์ของอังกฤษเองก็ใช้เมืองบาธเป็นเมืองพักผ่อนของราชวงศ์ ต่อเนื่องหลายร้อยปี แต่ราชวงศ์อังกฤษยุคปัจจุบันไม่นิยมไปอาบน้ำร้อนที่บาธแล้ว

บรรยากาศในเมืองเก่า

 

เมื่อครั้งที่ชาวโรมันบุกยึดอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 1 ถึงต้นศตวรรษที่ 5 เมืองบาธเป็นหนึ่งในสถานที่ตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวโรมันบนแผ่นดินอังกฤษ ปัจจุบันบาธจึงเป็นเมืองหนึ่งในอังกฤษที่มีร่องรอยอารยธรรม สถาปัตยกรรมของชาวโรมันอยู่มากและสมบูรณ์มากที่สุด อย่างกำแพงเมือง สิ่งปลูกสร้างบางส่วนในเมืองเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ รวมถึงจุดที่เป็นไฮไลต์ที่สุดของเมือง…


บรรยากาศในเมืองเก่า

การไปเที่ยวที่เมืองบาธ แค่นั่งรถหรือเดินชมเมืองก็เพลิดเพลินแล้ว เพราะทุกถนนหนทางเรียงรายด้วยตึกรามสถาปัตยกรรมสวย ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเมืองเก่าหรือเมืองใหม่ก็จะเห็นว่า อาคารสิ่งปลูกสร้างล้วนดูเป็นศิลปะเก่าแก่ร่วมยุคสมัยเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพราะมีกฎหมายกำหนดว่าการจะสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จะต้องสร้างให้รูปแบบกลมกลืนกับของเดิมที่มีอยู่ในบริเวณพื้นที่ ดังนั้น จะไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่แปลกปลอมแปลกแยกโผล่ขึ้นมาเด็ดขาด

Roman Bath

แม้ว่าเป็นเมืองที่เดินไปไหนก็สวย แต่เราก็ต้องไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์อันดับหนึ่งของเมืองบาธ ซึ่งจะเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “โรงอาบน้ำโรมัน” หรือ “Roman Bath” โรงอาบน้ำโบราณขนาดใหญ่ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยที่ชาวโรมันบุกเข้ายึดเกาะอังกฤษ และค้นพบแหล่งน้ำแร่ในบริเวณนี้

The Circus

ก่อนจะพาไปถึงโรงอาบน้ำโรมัน เราจะพาไล่เรียงตามลำดับจากสิ่งที่จะพบเห็นจากการนั่งรถไปที่เมืองบาธ ไฮไลต์แรกที่จะเห็นเด่นชัดคือ “The Circus” เป็นวงเวียนกลางเมือง เปรียบเทียบเหมือนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบ้านเรา ความเจ๋งของวงเวียนนี้ คือ อาคารตึกแถวขนาดใหญ่ที่โค้งไปตามถนน เป็นอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียน แบ่งออกเป็น 3 อาคาร เว้นช่องถนน 3 ช่อง รวมองศากันแล้วเป็นรูปวงกลม 360 องศา สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1768 ออกแบบโดยจอห์น วูด (John Wood the Younger) สถาปนิกชื่อดังระดับโลกในยุคนั้น

จากนั้นรถลัดเลาะไปตามถนนอีกนิดหน่อยก็จะถึงทางไปโรงอาบน้ำ ซึ่งเป็นถนนที่ไม่เปิดให้รถเข้า ต้องเดินเท่านั้น สองข้างทางเป็นอาคารสถาปัตยกรรมสวย ๆ อีกเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่อยู่ภายในตึกสวย ๆ เหล่านั้น คือ ห้างร้านแบรนด์ดังทั้งในท้องถิ่นและจากทั่วยุโรป

เดิน (แวะช็อป) ไม่ทันเหนื่อย ก็ถึงโรงอาบน้ำโรมัน (Roman Bath) ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีการบูรณะและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม แต่ยังคงรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมยุคสมัยโรมันไว้อย่างกลมกลืน ด้านนอกเป็นเหมือนอาคารสวย ๆ ไป ภายในแบ่งเป็น 4 โซน คือ Sacred Springs, Roman Temple, Roman Bath House และพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ

Great Bath / Roman Bath

ไฮไลต์ของโรงอาบน้ำโรมันอยู่ที่ “Great Bath” อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาถ่ายรูปสวย ๆ และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนท้องที่ที่ไม่เร่งรีบ มีเวลานั่งเล่นทอดอารมณ์อยู่ริมน้ำสีเขียวมรกตอย่างผ่อนคลาย

ด้วยความที่โรมันบาธ ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า พื้นที่ข้างเคียงจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่สวยงาม นับตั้งแต่ทางเดินก่อนจะไปถึงโรมันบาธเป็นถนนแห่งการช็อปปิ้ง ห้างร้านแบรนด์ดังต่าง ๆ เรียงรายอยู่ภายในอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่กลมกลืน อย่างที่กล่าวไปแล้ว

Bath Abbey

ใกล้ ๆ กับโรมันบาธ (แทบจะติดกันก็ว่าได้) เป็นมหาวิหารหลักประจำเมือง “Abbey Church of Saint Peter and Saint Paul” หรือ “Bath Abbey” ขนาดใหญ่และสวยงามมาก

Pulteney Bridge

เดินเลียบเลาะมหาวิหารนี้ลงมาจะเจอถนนและแม่น้ำ Avon บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่สำคัญของเมือง ถ้าไปยืนอยู่ที่สะพานบนถนน N Parade ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิหาร มองไปด้านหนึ่งจะเห็นเมืองที่ลดหลั่นตามไหล่เขาและสะพาน Pulteney Bridge เป็นสะพานที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่และสวยงามมากแห่งหนึ่งของโลก และเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของเมืองบาธ เป็นวิวหนึ่งที่ถ่ายรูปออกมาสวยงามไม่ผิดหวังแน่ ๆ

Royal Crescent

อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของเมืองบาธ ออกนอกเขตเมืองเก่าไปไม่ไกล คือ “Royal Crescent” เป็นทาวน์เฮาส์รูปทรงพระจันทร์เสี้ยว รูปแบบสถาปัตยกรรมจอร์เจียน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ความยาว 500 ฟุต (ประมาณ 152.5 เมตร) สร้างในยุคเดียวกันกับ The Circus และออกแบบโดยสถาปนิกคนเดียวกัน

ในอดีตเคยมีคนมีชื่อเสียงหลายคนอาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนปัจจุบันเปิดบริการเป็นโรงแรม และส่วนหนึ่งยังเป็นบ้านของเอกชนทั่วไป ทาวน์เฮาส์รูปพระจันทร์เสี้ยวที่มีความยาวน่าทึ่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับสวน Royal Victoria อันเขียวขจี ทั้งสถาปัตยกรรมและทัศนียภาพส่งเสริมกันให้สวยงามลงตัวมาก ๆ

นอกเหนือจากจุดไฮไลต์ ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า บาธเป็นเมืองที่เดินไปไหนก็เพลิน มองทางไหนก็สวย เป็นเมืองไม่วุ่นวาย แต่ก็ไม่เงียบสงบจนเหงา อยากชวนให้ลองไปดูสักครั้ง ส่วนใครที่เคยไปแล้ว ถ้าไปอีกครั้งก็น่าจะมีอะไรดี ๆ น่าสนใจให้สัมผัสลงลึกอีกเยอะ

Previous articleเตือน! ปชช. อย่าหลงเชื่อหน้าม้ารับทำใบอนุญาตขับรถได้โดยไม่ต้องทดสอบ ระวังได้ใบขับขี่ปลอม
Next article“โตโยต้า” ลดทีมบริหาร เปิดทางคนรุ่นใหม่