Quintessentially ธุรกิจผู้ช่วยคนรวย จัดให้ทุกคำขอ ซื้ออาหารแมวยันส่ง ฮ.ช่วยชีวิต

 รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง
คนรวยสามารถใช้เงินไปกับอะไรแปลก ๆ ได้แปลกที่สุดแค่ไหน คนรวยยอมจ่ายกับเรื่องไลฟ์สไตล์ในรูปแบบไหนได้บ้าง ? คุณผู้อ่านที่อยู่ในกลุ่ม “คนรวย” หรือ “มหาเศรษฐี” ที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบ luxury คงจะนึกภาพออกจากประสบการณ์ของตัวเองและคนใกล้ตัว แต่ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนทั่ว ๆ ไปไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหรา อยากชวนคิดจินตนาการกันเล่นสนุก ๆ ว่า จากคำถามนี้ คุณเห็นภาพแบบไหนกันบ้าง

“ปกติคนทั่วไปอาจจะอยากไปดูแฟชั่นโชว์ของวิคตอเรียซีเคร็ทใช่มั้ยคะ ลูกค้าดิฉันคนหนึ่งไม่ได้อยากไปงาน แต่อยากได้ปีกนางฟ้าวิคตอเรียซีเคร็ท รีเควสต์มาว่าหาทางเอาปีกนางฟ้ามาให้หน่อย นี่คือรีเควสต์ที่ไม่ธรรมดา” คำบอกเล่าของ โอบอุ้ม จูตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควินเทสเซนเชียลลี ไลฟ์สไตล์ จำกัด (ประเทศไทย) ในระหว่างแนะนำธุรกิจจัดการด้านไลฟ์สไตล์และมอบประสบการณ์ระดับ luxury ที่ควินเทสเซนเชียลลีทำอยู่

ธุรกิจที่ว่านี้ เรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “ธุรกิจผู้ช่วยคนรวย” ซึ่งทำหน้าที่ผู้ช่วยเฉพาะเรื่องไลฟ์สไตล์และเรื่องส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ อย่างซื้ออาหารแมว จองร้านอาหาร แพลนทริปท่องเที่ยว ซื้อสินค้าหายาก จองตั๋วเข้าชมการแสดงที่ขายหมดไปแล้ว จัดการมอบประสบการณ์พิเศษ เช่น จัดงานแต่งงานที่พีระมิด ประเทศอียิปต์ กระทั่งเรื่องความเป็นความตายอย่าง ส่งเฮลิปคอปเตอร์ไปช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉิน

บริษัท ควินเทสเซนเชียลลี ไลฟ์สไตล์ จำกัด (ประเทศไทย) ซื้อแฟรนไชส์นี้มาจากควินเทสเซนเชียลลี กรุ๊ป (Quintessentially Group) หรือ “Q” บริษัทในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจนี้และเป็นบริษัทเดียวที่ครองตลาดอยู่ โดยไม่มีคู่แข่งระดับเดียวกัน

ตอนนี้ Q มีสาขาอยู่ใน 60 ประเทศทั่วโลก มีผู้ช่วยให้บริการประมาณ 1,500 คน สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ 40 ภาษา ปัจจุบันมีรายได้ปีละประมาณ 3,100 ล้านบาท โดยภูมิภาคที่มีจำนวนเมมเบอร์มากที่สุด คือ ทวีปยุโรป ขณะที่สหรัฐอเมริกาและฮ่องกงเติบโตเร็วที่สุด

อนาสเตเซีย ซีบอห์ม ประธานอำนวยการ ควินเทสเซนเชียลลี กรุ๊ป บอกถึงไอเดียการเริ่มธุรกิจว่า เริ่มมาจากผู้ก่อตั้งมีไอเดียเกี่ยวกับการใช้คอนเน็กชั่นที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อเปิดทางการเข้าถึงอะไรที่เข้าถึงยาก

เจ้าของไอเดียที่ว่า คือ เบน เอลเลียต หลานชายของ คามิลล่า ดัชเชสแห่งคอร์นวอล (พระชายาเจ้าฟ้าชายชาร์ลส) โดยมีที่มาจากการที่เบน มักจะได้รับคำไหว้วานจากเพื่อนชาวต่างชาติที่ไปอังกฤษให้ช่วยจองร้านอาหาร หรือจองตั๋วอะไรที่หายาก ๆ ด้วยความที่ต้องช่วยเหลือเพื่อนฝูงบ่อย ๆ เขาจึงคิดว่าจะไม่ทำให้ใครฟรี ๆ อีกแล้วจึงร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน เปิดบริษัทนี้ขึ้นมาเมื่อปี 1999 โดยเริ่มจากการทำงานกันเอง 3 คน


อนาสเตเซีย ซีบอห์ม

รูปแบบการให้บริการของ Q คือ ลูกค้าสมัครสมาชิกรายปี ขั้นต้นปีละประมาณ2.5 แสนบาท (มีสมาชิกหลายระดับ) แล้วลูกค้าสามารถรีเควสต์ให้ช่วยอะไรก็ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เช่น ลูกค้ารีเควสต์ให้แพลนทริปท่องเที่ยวและจัดการจองตั๋วจองโรงแรมให้ บริษัทก็ไปจัดการให้ และลูกค้าเป็นผู้จ่ายส่วนบริษัทไม่ได้คิดค่าบริการในการทำงานแต่ละครั้ง

ไม่ว่าคำขอจะยากแค่ไหน ทีมงานก็จะพยายามหาทางให้คำขอเป็นจริงให้ได้ โดยมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ อย่างเช่น อีเวนต์ อาร์ต แฟชั่น ท่องเที่ยว บ้าน ไวน์ ฯลฯ คอยให้บริการ

“มีเคสที่เมมเบอร์ปรึกษาว่าอยากเจอปริ๊นซ์ชาร์ลส ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะนัดเจอ แต่บริษัทบอกเมมเบอร์ว่า ปริ๊นซ์ชาร์ลสสนับสนุนองค์กรการกุศลนี้อยู่ ถ้าอยากเจอก็บริจาคให้องค์กรนี้ แล้วจะสามารถเตรียมการให้เจอปริ๊นซ์ชาร์ลส เพื่อคุยเรื่องนี้ได้” อนาสเตเซียยกตัวอย่าง

“เคสที่ฉันชอบที่สุด คือ เมมเบอร์ที่ลอนดอน เขามีลูกชายอายุ 7 ขวบ ลูกชายต้องการใช้เวลากับพ่อ เพราะพ่อเป็นนักธุรกิจ ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก เมมเบอร์ก็ปรึกษาว่าจะทำอะไรดี บริษัทก็แนะนำให้สร้างสถานการณ์ให้พ่อกับลูกติดเกาะด้วยกัน ต้องหาทางเอาตัวรอดโดยไม่มีอาหาร ตอนจบลูกชายแฮปปี้มากที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ได้ช่วยเหลือกัน” เธอเล่าอีกเคสอย่างสนุกสนาน

“เราจะหาทางให้คำขอเป็นไปได้ หน้าที่ของเรา คือ หาทางให้เป็นไปได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องเราไม่ทำ”

อนาสเตเซียบอกว่า ลูกค้าที่อังกฤษส่วนมากเป็นคนที่งานยุ่งมาก ๆ ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด แต่เป็นคนที่ยอมจ่ายเงินปีละ 2 แสนกว่าบาท เพื่อให้มีผู้ช่วยจัดการในเรื่องส่วนตัว ครอบครัว ไลฟ์สไตล์เพื่อที่ตัวเขาจะได้มีเวลามากขึ้น ไม่ต้องมาจัดการเรื่องพวกนี้เอง

ตอนเริ่มต้นตั้งบริษัท สมาชิกเป็นผู้ชายเกือบทั้งหมด แต่ปัจจุบันในอังกฤษ ลูกค้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงเท่า ๆ กัน ซึ่งส่วนมากเป็นระดับผู้นำในธุรกิจ ซึ่งมีอยู่แทบทุกวงการ ทั้งไฟแนนซ์ แบงก์ ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น ฯลฯ แต่เปิดเผยชื่อไม่ได้ เพราะความลับของลูกค้า คือ สิ่งสำคัญ

อนาสเตเซียบอกถึงพฤติกรรมการใช้บริการว่า เมมเบอร์ในเมืองไทยรีเควสต์เกี่ยวกับอาหารและท่องเที่ยวเยอะ ซึ่งเหมือนกับหลายที่ อาหารและท่องเที่ยวเป็นคำขอพื้นฐานของหลายประเทศ ส่วนความถี่ในการใช้บริการนั้นต่างกันจนบอกเป็นค่าเฉลี่ยไม่ได้ บางคนใช้บริการทุกวัน รีเควสต์เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บางคนใช้บริการปีละครั้งสองครั้ง เป็นรีเควสต์เรื่องใหญ่ ๆ บางคนใช้บริการครั้งเดียวแล้วไม่ใช้อีกเลย แต่ก็ต่ออายุสมาชิกทุกปี

โอบอุ้ม จูตระกูล

“ลูกค้ารู้สึกเหมือนซื้อประกัน” โอบอุ้ม จูตระกูล กล่าวเสริมแล้วยกตัวอย่าง เคสเมมเบอร์คนไทย “มีเคสกระเป๋าเดินทางหายที่ฝรั่งเศส เขาคุยภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ เขาก็โทร.มาหาที่ไทย ไทยก็ติดต่อ Q ฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสก็คุยให้หมด แล้วเอากระเป๋าตามไปส่งที่โรงแรม เขาก็เลยประทับใจต่ออายุไว้ก่อน ซื้อเหมือนเป็นประกัน แล้วเขาก็ใช้ปีละครั้งสองครั้ง”

โอบอุ้มบอกว่า จุดเด่นของ Q คือ ใช้คอนเน็กชั่นและเครือข่ายสาขาที่มีอยู่ทั่วโลกในการให้บริการ ทำให้คำขอเป็นไปได้ง่ายขึ้น เช่น เมมเบอร์ไปดูหนังแล้วอยากได้รองเท้าที่นางเอกใส่ พอ Q บอกทุกสาขาทั่วโลก ก็จะมีคนตอบกลับมาว่าหาได้ที่ไหนบ้าง

“ช่วงที่ทีม Q มาสัมมนาที่เมืองไทย มีลูกค้าที่อเมริกาอยากได้น้ำหอมรุ่นพิเศษที่วางขายที่ญี่ปุ่นเท่านั้น ผู้บริหารที่ญี่ปุ่นที่จะมาสัมมนาก็จะหิ้วมา แล้วดิฉันก็จะหิ้วจากไทยไปอเมริกาให้เมมเบอร์” อนาสเตเซียเล่าประเด็นเดียวกัน

เห็นภาพรวมกันไปแล้ว มาดูที่เมืองไทยกันบ้าง โอบอุ้มบอกว่า ในเมืองไทยมีเมมเบอร์ประมาณ 100 กว่าคน โดยเป็นเจ้าของห้องชุดใน 98 Wireless จำนวน 77 คน เนื่องจากทางโครงการซื้อเมมเบอร์ให้ลูกค้าทุกยูนิต และมีเมมเบอร์ที่สมัครเองประมาณ 20 กว่าคน นอกจากนั้นมีลูกค้ากลุ่มธนาคารและธุรกิจที่สมัครเมมเบอร์ไว้ให้บริการลูกค้าระดับสูงของแต่ละเจ้าอีกที

ถามถึงเคสเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ลูกค้าชาวไทยรีเควสต์ยาก ๆ ทีมงานของ Q ประเทศไทยตอบว่า “อยากเข้าไปที่ที่เขาไม่ให้เข้า เช่น อยากเข้าไปเที่ยวพระราชวังเครมลินแบบไพรเวต ไม่อยากเข้าพร้อมนักท่องเที่ยวคนอื่น เราก็ไปหาทางให้กรุ๊ปของเราได้เข้าก่อนกรุ๊ปอื่นครึ่งชั่วโมง เพื่อที่กรุ๊ปอื่นจะตามมาไม่ทัน ให้รู้สึกเหมือนไพรเวต มันก็พอมีทาง”

ผู้บริหาร Q ประเทศไทยบอกถึงเทรนด์ความต้องการที่เปลี่ยนไปตามเวลาว่า รีเควสต์แต่ละปีแปลกแตกต่างกันไป อย่างรีเควสต์เมื่อ 10 กว่าปีก่อนจะต้องไปโรงแรมหรู ๆ เหมือนวัง แต่ตอนนี้เป็นเอ็กซ์พีเรียนซ์ ตื่นขึ้นมานอนอยู่ข้างนอก เห็นวิว และต้องการเดินทางด้วยรถไฟ แบบจำลองการแบ็กแพ็ก แต่เป็นแบ็กแพ็กแบบหรูที่จองไว้หมดแล้ว ไม่ใช่ค่ำไหนนอนนั่น

“บางคนอยากเป็นคนแรก หรือเป็นคนเดียวที่ได้ไป อย่างร้านอาหารที่เมมเบอร์ให้จอง เขาถามว่า จองได้ไหม มีคนไทยเคยไปไหม ไม่ได้ถามว่าเมนูแนะนำคืออะไร” ทีมงาน Q เล่าเสริม

ทั้งหมดที่ทีม Q เล่ามานี้ สะท้อนให้เห็นเทรนด์ความต้องการและการใช้เงินของคนรวย ซึ่งย้อนขึ้นไปตอบคำถาม ตอบความสงสัยว่า คนรวยใช้เงินไปกับอะไรที่หรูสุดแค่ไหน และแปลกสุดอย่างไร

Previous article“มิตซูบิชิ” ฟันธง ปลั๊ก-อินไฮบริด แมตช์กับเมืองไทยที่สุด
Next article“ออสเตรเลีย” แจงกรณีหมายจับแดง “ฮาคีม”