5 เมืองสะอาดที่สุดในโลก กับแนวทางจัดการขยะที่น่าศึกษา

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเจริญแล้วที่สภาพบ้านเมืองเขาพัฒนาทันสมัย สะดวกสบาย สะอาดสะอ้าน เชื่อว่าหลายคนคิดเหมือนกันว่าอยากให้บ้านเมืองของเราสะอาด สวยงาม และน่าอยู่อย่างนั้นบ้าง

ความสะอาด เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทำให้บ้านเมืองนั้น ๆ “น่าอยู่” เพราะไม่เพียงแต่ทำให้บ้านเมืองสวยงามเกิดทัศนียภาพที่ดี แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจของผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย อีกทั้งความสะอาดยังเป็นบันไดขั้นแรกในการปรับสภาพบ้านเมืองให้ดีขึ้น ถ้าเริ่มต้นสร้างความสะอาดได้แล้ว การสร้างบรรยากาศแวดล้อมความสวยงามต่าง ๆ ก็จะตามมา แต่ภาพอันสวยงามเหล่านั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หากไม่มีนโยบายและความร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมถึงคนต่างชาติที่อยู่อาศัยในพื้นที่

สำหรับบ้านเรา ในสภาพที่ภาคอุตสาหกรรมยังปล่อยมลพิษทั้งทางอากาศ ทางน้ำ ทางเสียง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ ห้างร้าน และภาคครัวเรือนก็ยังปล่อยน้ำเสียและสร้างขยะกองโตทุกวัน การจะก้าวไปสู่ความเป็น “เมืองสะอาด” เป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายมาก เราจึงจำเป็นต้องศึกษาแนวทางของเมืองต่าง ๆ ที่สามารถจัดการเมืองให้เป็นเมืองสะอาดได้สำเร็จ

มาดูกันว่า 5 เมืองใหญ่ที่ถูกจัดอันดับให้เป็น “5 เมืองที่สะอาดที่สุดในโลก” (ตามรายงานของ ibanplastic.com) มีแนวทางจัดการกับขยะและมลพิษต่าง ๆ อย่างไรเพื่อให้เมืองของเขาสะอาดติดอันดับโลก ทั้ง ๆ ที่เมืองเหล่านี้เป็นเมืองใหญ่มีจำนวนประชากรหลักล้าน เป็นเมืองเศรษฐกิจ เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีการก่อมลพิษ แต่ด้วยความเอาจริงเอาจังในการจัดการปัญหา พวกเขาก็สามารถทำให้เมืองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัยได้

5.โกเบ ประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักและขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความมีวินัยในระดับสูงมาก และพวกเขาพยายามอย่างสุดความสามารถในเรื่องความสะอาด

โกเบ เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่อันดับต้น ๆ ในญี่ปุ่น แม้จะคับคั่งด้วยประชากรกว่า 1.5 ล้านคน แต่ก็สามารถจัดการให้เป็นเมืองที่สะอาดที่สุดอันดับ 5 ของโลกได้

สำนึกรับผิดชอบอันเข้มข้นที่ฝังอยู่ภายในตัวประชาชน ช่วยป้องกันการทิ้งขยะในที่สาธารณะ ระบบกำจัดของเสียที่ทันสมัยและการรีไซเคิลในระดับที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้สภาพแวดล้อมในโกเบปลอดขยะ ขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจของโกเบก็ได้ช่วยลดระดับมลพิษและรักษาความสะอาดด้วย

4.สิงคโปร์

ด้วยจำนวนประชากร 5.6 ล้านคน สิงคโปร์ไม่เพียงเป็นหนึ่งเมืองที่คึกคักวุ่นวายที่สุด ค่าครองชีพแพงที่สุด แต่ยังเป็นเมืองที่สะอาดมากเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วย

แม้จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปมหาศาล เป็นศูนย์กลางธุรกิจ มีโรงกลั่นน้ำมัน ฯลฯ แต่สิงคโปร์ไม่มักง่ายเมื่อพูดถึงเรื่องความสะอาด สิงคโปร์เป็นหนึ่งเมืองที่เอาจริงเอาจังมากเรื่องความสะอาด มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อรักษาความสะอาดทั้งกับพลเมืองท้องถิ่นและกับคนต่างชาติ กฎหมายที่ว่านี้ช่วยป้องกันการทิ้งขยะในที่สาธารณะ โดยการเรียกเก็บค่าปรับจำนวนมาก มีการกำหนดเขตห้ามตัดต้นไม้ และมีกฎหมายห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง-ห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายโดยเด็ดขาด

3.โฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

โฮโนลูลู เมืองหลวงของรัฐฮาวาย เป็นที่รู้จักว่าเป็น “ไข่มุกแห่งฮาวาย” สวรรค์เขตร้อนแห่งนี้อยู่ในอันดับที่ 3 จาก 5 อันดับเมืองที่สะอาดที่สุดในโลก

ด้วยความที่ไม่มีอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ และมีความเขียวขจีมากมาย ตั้งอยู่ในเกาะห่างไกลที่มีประชากรเบาบาง เป็นปัจจัยสนับสนุนหรือเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้โฮโนลูลูมีความสะอาดในระดับสูง แต่นับตั้งแต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในโฮโนลูลู และเกาะฮาวายขยายขนาดใหญ่มากขึ้น มีผู้คนเข้าไปในพื้นที่มากขึ้น การบำรุงรักษาและการตกแต่งสภาพแวดล้อมจึงเป็นสิ่งที่โฮโนลูลูให้ความสำคัญสูงสุด และสิ่งที่ผู้คนอันเป็นมิตรในโฮโนลูลูไม่ยอมทนเลยก็คือ “ขยะ” ความจริงจังในการจัดการขยะที่โฮโนลูลูนั้นถึงขนาดว่ามีธุรกิจรับจัดการขยะตามบ้านเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครัวเรือนก็ยอมจ่ายนอกเหนือจากการจัดการขยะที่ภาครัฐให้บริการอยู่แล้ว

2. แอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย

เมืองที่สะอาดเป็นอันดับ 2 ของโลก คือ แอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย เมืองหลวงของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ซึ่งว่ากันว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกด้วย

ด้วยความที่มีสถาบันการเงินหลายแห่ง แอดิเลดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของออสเตรเลีย ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมและความสะอาดนั้นก็ทำได้อย่างโดดเด่น ระบบการจัดการและรีไซเคิลขยะที่ยอดเยี่ยมทำให้แอดิเลดอยู่หัวตารางในการจัดอันดับเรื่องความสะอาด โดยการจัดการขยะในแอดิเลดนั้นมีสัดส่วนการรีไซเคิลขยะมากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของขยะทั้งหมด ทำให้แอดิเลดมีขยะเหลือให้เป็นกังวลน้อยมาก

1.คัลการี ประเทศแคนาดา

เมืองที่สะอาดที่สุดในโลก คือ คัลการี เมืองใหญ่อันดับ 5 ของแคนาดา ซึ่งฮับอุตสาหกรรมของประเทศ! คัลการีอยู่ในรัฐอัลเบอร์ตา เป็นแหล่งอุตสาหกรรมน้ำมัน พลังงาน และเหมืองแร่ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 48% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในแคนาดา เป็นเมืองที่มีประชากรมากกว่าล้านคน มีค่าเฉลี่ยการผลิตขยะมูลฝอยคนละ 2,000 ปอนด์ต่อปี

หลายปัจจัยที่ว่ามาทำให้คัลการีดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากการเป็นเมืองที่สะอาดที่สุด 5 อันดับแรกของโลก แต่อย่างไรก็ตาม คัลการีสามารถจัดการพลิกผันปัจจัยประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ตรงข้ามกับ “ความสะอาด” จนได้รับตำแหน่งเมืองที่สะอาดที่สุดในโลก และทำลาย stereotypes ที่ว่าเมืองอุตสาหกรรมต้องสกปรกและเต็มไปด้วยมลพิษ

สำหรับแนวทางการจัดการปัญหาของคัลการีที่บรรลุผลสำเร็จ คือ คัลการีระบุปัญหาและโฟกัสที่ปัจจัยสำคัญ 5 ประการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำ (ต้องดื่มได้และพร้อมใช้งาน), มลพิษทางอากาศ, ความแออัดของการจราจร, ระบบบำบัดน้ำเสีย, การกำจัดและรีไซเคิลขยะ

ในปี 2550 เมืองคัลการีเปิดตัวโปรแกรม “Too Good To Waste” วัตถุประสงค์เริ่มต้นของโปรแกรมนี้ คือ การล้างขยะและวัสดุจากการก่อสร้างที่หลงเหลือตกค้างอยู่ทั่วเมือง โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องทิ้งลงในหลุมฝังกลบ โปรแกรมนี้ดำเนินการผ่านการรณรงค์เกี่ยวกับการรีไซเคิล การทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น ซึ่งคัลการีคาดว่าจะสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบได้เกือบ 80% ในสิ้นปี 2563 นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์ Green Calgary ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเคล็ดลับในการลดของเสีย โดยจัดทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับวิธีการทำปุ๋ยหมัก, วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และวิธีลดขยะ ฯลฯ

แน่นอนว่าคัลการีมีการให้การศึกษาปลูกฝังเรื่องการไม่ทิ้งขยะ แต่แค่การศึกษาอาจยังไม่เพียงพอ จึงมีการลงโทษปรับอย่างจริงจัง คนที่ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางจนต้องจ่ายมากกว่า 1,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว ส่วนภาครัฐก็มีระบบการจัดเก็บขยะที่ดีเยี่ยม และยังมีบริการลบภาพกราฟฟิตี้ตามอาคารบ้านเรือนให้ฟรีด้วย

ด้านการจราจร คัลการีรณรงค์ให้ประชาชนใช้คาร์พูลและใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศด้วย ทำให้คัลการีเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศน้อย

ที่ว่ามานี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ทำแล้วเห็นผล แต่นอกเหนือจาก 5 เมืองนี้ยังมีเมืองอื่น ๆ อีกหลายเมืองที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งในรายละเอียดวิธีการอาจจะต่างกันไป แต่แนวทางของหลาย ๆ เมืองก็คล้าย ๆ กัน คือ ต้องให้ข้อมูลให้การศึกษา ต้องมีกฎหมายควบคุมเข้มงวด มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนในเมืองต้องมีจิตสำนึกร่วมกันที่จะแก้พฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีก็จะเอื้อต่อการแก้ปัญหาขยะและมลพิษต่าง ๆ ในเมืองได้มาก

Previous articleบ้านปู BC4C ปี”9 ก้าวที่กล้าเดินของธุรกิจ SE
Next articleเคลียร์ต่อไม่รอแล้ว! BTS-BEM ถกส่วนขยาย”สีเหลือง”ปักหมุดปลายปี’64 ได้นั่งแน่โมโนเรล2สายใหม่