เศรษฐกิจไทยหลังโควิด โจทย์ไม่ใช่แค่รอดวิกฤต แต่เงิน 2 ล้านล้านต้องสร้างอนาคต

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

โควิด-19 เกิดขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงโลกของเรามากมายหลายมิติ ซึ่งมิติที่สำคัญก็คือ มิติทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะคาดการณ์หน้าตาเศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19 ก็ยังไม่เห็นภาพชัด ย่อลงมามองในระดับประเทศว่าประเทศของเราจะเป็นอย่างไร เราจะรอดไหม ถ้ารอด จะรอดในสภาพไหน “บาซูก้าการคลัง” กับงบฯ 2 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลใช้เยียวยาสถานการณ์จะมีผลต่ออนาคตของเราขนาดไหน อย่างไร จะตู้มต้ามชั่วคราว หรือเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้ระยะยาวกว่านั้น หรือมองลงย่อยสุด ๆ จนถึงระดับบุคคลว่า คนที่ตกงานจะมีชีวิตอยู่รอดอีกนานแค่ไหน คนที่ยังมีงานทำจะมีงานทำต่อไปอีกนานเท่าไหร่ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามที่คาดการณ์คำตอบได้ไม่ชัด

เพื่อหาคำตอบที่แม้ไม่ได้มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียว “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ได้สรุปสาระสำคัญจากเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เศรษฐกิจสามสี-เศรษฐกิจแห่งอนาคต” จัดโดยสำนักพิมพ์ bookscape ที่ชวนคิดและนำเสนอคำตอบส่วนหนึ่งว่า ประเทศไทย-เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร และควรจะเดินหน้าต่อไปทิศทางไหน อย่างไร ในโลกหลังโควิด-19 ที่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย และเต็มไปด้วยความท้าทายกว่าเดิม

ผู้ร่วมเสวนาที่ชวนคิดและนำเสนอแนวทางต่าง ๆ ประกอบด้วย รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง จาก National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น และผู้เขียนหนังสือ “เศรษฐกิจสามสี-เศรษฐกิจแห่งอนาคต”, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งและแกนนำคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ธนา เธียรอัจฉริยะ CMO ธนาคารไทยพาณิชย์ ดำเนินรายการโดย ปกป้อง จันวิทย์ บรรณาธิการอำนวยการ สำนักพิมพ์ bookscape

 

ทำอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย ต้องระวังไม่ให้บาซูก้ากลายเป็นกามิกาเซ่

ก่อนอื่น ธนา เธียรอัจฉริยะ แชร์หลักการที่จะอยู่ให้รอดจากโควิดว่า ทุกสำนักแนะนำว่า Cash is king ซึ่งการจะมี cash ของแต่ละคน-แต่ละบริษัทก็มีการปรับตัวที่ต่างกันไปเช่น ลดเงินเดือน ตัดสต๊อก ขายขาดทุน ฯลฯ เพื่อให้เดินต่อได้ สำหรับคนที่ไม่มีเงินสด เปรียบเทียบเหมือนกับคนหิวน้ำก็จะวิ่งไปกินน้ำทะเล ซึ่งก็คือ เงินกู้นอกระบบ เมื่อกินน้ำทะเลแล้วจะทำให้ไตพัง ดังนั้นรัฐควรมีมาตรการมาช่วยไม่ให้คนกินน้ำทะเล หรือกู้เงินนอกระบบ เพื่อไม่ให้คนค้าขายรายเล็กรายน้อยและเอสเอ็มอีต้องล้ม

รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอว่า การแก้ปัญหาในระยะสั้นแน่นอนว่ารัฐบาลจะต้องเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกก็ตระหนักเรื่องนี้ นั่นทำให้มีการพูดถึง “บาซูก้าการคลัง” กันทั่วโลก เป็นฉันทามติระดับโลกว่าต้องใช้บาซูก้าช่วยเหลือให้คนอยู่รอดได้นานที่สุด

สำหรับการใช้บาซูก้า อาจารย์วีระยุทธชี้ให้เห็นข้อควรระวังว่า ต้องระวังไม่ให้บาซูก้าเป็นเหมือนกามิกาเซ่ หรือระเบิดพลีชีพ จุดสำคัญคืองบประมาณปี 2564 จะใช้เพื่ออะไร เมื่อโจทย์เปลี่ยนเป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก ดังนั้นการใช้งบประมาณต้องสังคายนาทั้งระบบ โดยเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง แล้วคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร หากรัฐไทยไม่คิดถึงการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ งบประมาณก็จะถูกใช้เพื่อรักษาระบบราชการเอาไว้เท่านั้น ส่วนคนที่เหลือก็ยังมีปัญหา มีความเดือดร้อนเหมือนเดิม ก็จะกลายเป็นกามิกาเซ่ที่ทำให้ตายหมู่กันเป็นจำนวนมาก

ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มทุน ซึ่งทุนเล็ก ทุนใหญ่ และแต่ละเซ็กเตอร์มีปัญหาไม่เท่ากัน จะต้องออกแบบการช่วยเหลือไม่ให้เข้าทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป ต้องคิดแพลตฟอร์มที่มีการกระจายความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม

ด้านธนาธร เสนอทางรอดจากวิกฤตโควิด-19 ว่า จำเป็นต้องมี 3 มาตรการที่ออกมาเป็นเอกภาพ นั่นคือ มาตรการทางสาธารณสุข มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งต้องคิดและออกมาพร้อมกัน ให้ทุกมาตรการสนับสนุนเกื้อกูลกัน ส่วนเงินงบฯ 2 ล้านล้านบาท ต้องแบ่งออกเป็น 2 ก้อน ก้อนหนึ่งสำหรับจัดการการแพร่ระบาด อีกก้อนหนึ่งสำหรับฟื้นฟูประเทศ ซึ่งการฟื้นฟูประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้ายังจัดการการแพร่ระบาดของไวรัสไม่ได้

ในด้านเศรษฐกิจ ธนาธรแสดงความเห็นว่า สิ่งสำคัญมากที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำมี 2 อย่าง คือ 1.รักษาสภาพการจ้างงานเอาไว้ให้ได้ 2.รักษาความสามารถทางการผลิต (productive capacity) ไว้ให้ได้

เขายกเคสการรักษาสภาพการจ้างงานของสหรัฐอเมริกามาเป็นตัวอย่างว่า สหรัฐอเมริกามีการผ่านกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า “Coronavirus Aid, Relief, and Economic Security Act” เพื่อให้รัฐบาลมีเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้สำหรับการรักษาระบบเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโคโรน่าไวรัส ซึ่งมาตรการที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในแพ็กเกจนี้ คือ “Paycheck Protection Program” ที่ได้รับงบประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปสนับสนุนธุรกิจที่ไม่เลิกจ้างคนงาน ทำให้คนมีงานทำ โดยรัฐบาลซัพพอร์ต 75% ของค่าแรงที่บริษัทต้องจ่ายคนงาน

ส่วนการรักษา productive capacity ธนาธรบอกว่า เป็นการทำให้เอสเอ็มอีไม่ล้มละลาย เพราะหากไม่มีการรักษากำลังการผลิตไว้ โรงงานต้องยุติการผลิต จะทำให้เครื่องจักรเสียหาย แล้วจะต้องใช้งบประมาณสูงมากในการฟื้นฟูให้กลับมาผลิตได้อีกครั้ง ซึ่งนั่นอาจทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถไปต่อได้

 

โลกหลังโควิด อำนาจจะสมดุลสหรัฐไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป

การจะหาคำตอบว่า ไทยเราจะเดินต่อไปอย่างไรหลังโควิด เราจำเป็นต้องเห็นภาพคร่าว ๆ ก่อนว่า โลกหลังโควิดจะเปลี่ยนไปจากเดิมแค่ไหน บริบทโลกที่ไทยจะต้องต่อสู้เอาตัวรอดต่อไปเป็นอย่างไร

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้เขียนหนังสือ “China 5.0” และ “จีน-อเมริกา”แสดงความเห็นว่า โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เราเผชิญหน้ากับโจทย์สำคัญ ทำให้เราต้อง redefine หรือให้คำจำกัดความกับคำต่าง ๆ ใหม่ ซึ่งอาจารย์อาร์มชวนมองปรากฏการณ์ 3 เรื่อง ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับโควิด และจะเปลี่ยนโลกหลังจากนี้ ได้แก่

เรื่องที่หนึ่ง การ redefine คำสำคัญอย่าง โลกาภิวัตน์ โดยอาจารย์อาร์มอ้างอิงถึงเนื้อหาในหนังสือ “เศรษฐกิจสามสี-เศรษฐกิจแห่งอนาคต” ที่ว่าจะเกิดการทวนกระแส globalization หรือโลกาภิวัตน์ (แบบเดิม) เนื่องจากโควิด-19 กระทบระบบห่วงโซ่อุปทานของโลก มันจึงปลุกกระแสให้แต่ละประเทศกลับไปพึ่งห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ พึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศของตน

เรื่องที่สอง เป็นการทวนกระแสทุนนิยมเหลื่อมล้ำ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 บริษัทเทคโนโลยีอาจจะยิ่งใหญ่ขึ้น และอาจจะยิ่งผูกขาดได้มากขึ้น ซึ่งประเด็นที่เป็นกระแสชัดเจนทั่วโลกคือ จะจัดการกับคนยากจนและความเหลื่อมล้ำอย่างไร ยิ่งวิกฤตหนักก็ยิ่งจะส่งให้ประเด็นนี้ทวีความสำคัญขึ้น และอาจนำไปสู่ไอเดียใหม่ ๆ เช่น universal basic income และ universal health care ซึ่งการดีเบตเรื่องเหล่านี้จะเข้มข้นขึ้น

เรื่องที่สาม เป็นการ redefine ระเบียบโลกเดิม คือ เราจะเห็นว่าโควิด-19 เป็นตัวเร่ง “จุดจบของการนำของสหรัฐ” ดังที่เราจะเห็นว่ามีประเทศอื่นมาบาลานซ์สหรัฐอเมริกามากขึ้น อย่างเช่น จีน

อย่างไรก็ตาม ดร.อาร์มบอกเน้นว่า เป็นเพียงจุดจบการนำของสหรัฐ ไม่ใช่จุดจบของสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จุดเริ่มต้นการนำของจีนที่จะขึ้นมานำแทนสหรัฐแต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการบาลานซ์อำนาจระหว่าง 2 ขั้ว คือ พลังของสหรัฐลดลง แต่พลังของจีนก็ไม่ได้ทะยานขึ้นมาเร็วแบบสมัยก่อน ดังนั้นโลกหลังโควิด-19 จะไม่ใช่โลกที่จีน หรือประเทศไหนเป็นผู้นำเดี่ยว

 

แต่การผูกขาดทางการค้าอาจมากขึ้น

ขณะที่ขั้วอำนาจระหว่างสหรัฐกับจีนจะบาลานซ์มากขึ้น แต่ด้านเศรษฐกิจการค้าอาจจะมีการผูกขาดมากขึ้น โดยบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตมากขึ้นในช่วงโควิด รวมถึงบริษัทใหญ่ ๆ ในแต่ละเซ็กเตอร์ที่มีกำลังจะเข้าซื้อกิจการอื่น

อาจารย์วีระยุทธชี้ให้เห็นว่า หลายคนคิดว่าเกิดวิกฤตขนาดนี้ ไม่มีนักท่องเที่ยว เดินทางไม่ได้ ทุนนิยมจะล่มสลายหรือไม่ แต่ถ้าไปดูในแต่ละเซ็กเตอร์จะเห็นว่า เทคเฟิร์ม หรือบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ ระดับโลกโดยเฉพาะในฝั่งอเมริกาเติบโตได้ดี ยกตัวอย่าง Amazon จ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 คน ในระหว่างวิกฤตโควิด Huawei ของจีนก็ยังทำกำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว

“เทคเฟิร์มระดับโลกมีแนวโน้มจะเติบโตและผูกขาด และขยายอิทธิพลทางธุรกิจ ซึ่งจะกระเทือนกับไทยแน่นอน การแข่งขันในตลาด เราจะทำยังไง จะสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ไหม อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง คิดแค่กรอบไทยอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงระดับโลกด้วย ดังนั้น ผมคิดว่าระยะกลางและระยะยาวต้องกลับมาคิดว่า โลกกำลังจะเปลี่ยนไปทางไหน เรื่องการควบรวมกิจการมีแนวโน้มจะกลับมาอีกแน่นอน แล้วจะผูกขาดไหมก็ต้องคิดต่ออีกรอบหนึ่ง ดังนั้น มันจะมีความเชื่อมโยงเรากับไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน” อาจารย์วีระยุทธกล่าว

 

โจทย์ประเทศไทย อย่าคิดเพียงจะกลับมาเท่าเดิม ต้องพัฒนาไปไกลกว่าเดิม

ประเด็นสำคัญที่อาจารย์วีระยุทธเสนอแนะ คือ ควรใช้เงินงบประมาณก้อนนี้ให้เป็นเหมือน “เงินก้นถุง” ของประเทศไทย ซึ่งเราไม่ควรจะใช้เพื่อรักษาอดีตเพียงเพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาได้เท่าเดิมตอนก่อนวิกฤตโควิด แต่ต้องมองว่าในอนาคตเราต้องการอะไร อยากเห็นประเทศไทยมุ่งไปทางไหน แต่ละพื้นที่เขาอยากมุ่งไปทางไหน เขาอยากเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตไปทางไหน แล้วพยายามออกแบบให้ตรงกับความต้องการตรงนั้น

ธนาธรก็เสนอความเห็นไปในทางเดียวกันว่า วิกฤตครั้งนี้คือโอกาสครั้งสำคัญที่สังคมไทยมีฉันทามติร่วมกันว่า เราจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณเข้ามาจัดการกับอนาคตของเรา สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรไม่ให้งบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยไปข้างหน้าได้ไม่ใช่กลับไปเหมือนเดิม แต่เราต้องไปไกลกว่าเดิม คือ ใช้งบประมาณก้อนนี้มาสร้างงาน สร้างนวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีของเราเอง และสร้างซัพพลายเชนใหม่ โดยเริ่มจากการเอาปัญหาสังคมเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดดีมานด์ แล้วเอาดีมานด์มาสร้างอุตสาหกรรม สร้างซัพพลายเชนในประเทศ

 

ควรใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสแก้ความเหลื่อมล้ำ

อาจารย์วีระยุทธเสนออีกว่า บาซูก้าที่ไทยและหลายประเทศใช้แก้วิกฤตครั้งนี้ สำหรับไทยควรนำมาตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเสนอให้นำแนวคิด “บั้งไฟ” มาใช้ คือ อย่าคิดจากส่วนกลางว่าจะให้เงินไปทำอะไร อย่าคิดว่าจะอัดฉีดเงินลงไปสร้างสาธารณูปโภค หรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเดียวกันทั้งประเทศ เพราะความต้องการของแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ควรให้ท้องถิ่นคิดเองว่าต้องการนำไปสร้างหรือนำไปพัฒนาส่วนไหน เปรียบเทียบเหมือนกับบั้งไฟ ซึ่งงานบุญบั้งไฟของแต่ละจังหวัดมีวิธีการเล่นการประชันไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าที่ไหนให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร

ทำนองเดียวกันกับที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เสนอว่า อย่าให้เงินงบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ อย่าให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ต้องกระจายไปให้คนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นผู้กำหนดการใช้ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของคนในท้องถิ่น

“โคโรน่าไวรัสทำให้เราเห็นถึงความอ่อนแอของระบบสวัสดิการทางสังคมในประเทศไทย และถ้าเราอยากจะให้สังคมไทยเข้มแข็งกว่านี้ เราจำเป็นต้องทำให้คนข้างล่างเข้มแข็ง ต้องมีสวัสดิการทางสังคมที่ดีกว่านี้ ดังนั้น ผมเสนอหลักคิดใหญ่ ๆ ไว้ 3 เรื่อง หนึ่ง-งบฯ 2 ล้านล้านบาท ต้องนำมาสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมของประเทศที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคมได้ สอง-งบฯต้องลงไปที่ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นตัดสินใจเอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท และสาม-เอามาสร้างสวัสดิการทางสังคม ให้คนอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ อย่างน้อยที่สุดให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

 

ประเทศไทยจะต้องแก้ตรงไหน-ปรับอย่างไร เพื่อให้อนาคตเป็นอย่างที่ฝัน

การจะทำให้ประเทศไทยมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ธนาธรเสนอว่า ต้องมีการปรับใหญ่ รัฐไทยต้องยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ เพราะปัญหาในระดับท้องถิ่น หรือระดับจังหวัด ไม่สามารถแก้ได้เบ็ดเสร็จโดยกระทรวงเดียว ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสการปฏิรูปครั้งใหญ่

รศ.วีระยุทธแสดงความเห็นว่า ปัญหาของรัฐไทย คือ 100 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ระบบราชการยังเป็นแบบเดิมที่รัชกาลที่ 5 เคยออกแบบไว้ ซึ่งเป็นการทำงานตาม function แต่ละหน่วยงานจะมี function based ในการกำหนดทิศทางของตัวเอง แต่ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ต้องคิดถึง mission หรือพันธกิจ มากขึ้นว่าจะทำเรื่องอะไร ยกตัวอย่าง ประเทศเยอรมนีที่มีการปรับเปลี่ยนมาตลอดตั้งแต่หลังสงครามโลก ขึ้นอยู่กับว่าพันธกิจในแต่ละช่วงเวลา ช่วงแรกเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” ต่อมาเมื่อเล็งเห็นว่าแรงงานเป็นเรื่องสำคัญก็เปลี่ยนเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจและแรงงาน” พอเรื่องเทคโนโลยีสำคัญก็เปลี่ยนเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยี” เป็นต้น

โดยสรุปอาจารย์วีระยุทธมองว่า 2 เรื่องที่จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทย คือ 1.ไทยจะต้องเปลี่ยนระบบราชการจากการทำงานตาม function มาเป็น mission ซึ่งต้องปฏิรูปสังคายนาครั้งใหญ่ 2.จะต้องมีความยืดหยุ่นในตัว เมื่อโลกเปลี่ยนก็ต้องพร้อมจะปรับเปลี่ยนตาม

ด้านอาจารย์อาร์ม แสดงความเห็นเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หลังโควิด-19 ว่า ยุทธศาสตร์ควรยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนไป แต่คนไทยมักจะคิดว่า ยุทธศาสตร์เป็นแผนที่เปลี่ยนไม่ได้ ต่างจากในเมืองจีนที่เวลาพูดถึงยุทธศาสตร์ เขาจะพูดถึงคำ 3 คำ คือ “ทิศทาง” เราจะไปไหนต้องมีทิศทาง เช่น จะไปกรุงโรม คำที่ 2 “ถนน” ถนนทุกเส้นอาจจะไปถึงกรุงโรมได้หมด แต่ใช้เวลาไม่เท่ากัน ซึ่งถนนสามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์และบริบท ส่วนคำที่ 3 คือ “เครื่องมือ” ที่จะพาให้ไปถึง จะไปด้วยวิธีไหน ซึ่งโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เราคิดเครื่องมือใหม่ ๆ ออกมา

“ผมคิดว่ายุทธศาสตร์ต้องประกอบด้วย การเข้าใจ context ของประเทศ ต้องประกอบด้วยการมีพื้นฐานข้อมูลพอสมควรที่จะบอกว่าอะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ และยุทธศาสตร์ต้องยืดหยุ่น ทิศทางต้องไม่เปลี่ยน ต้องรู้ว่าจะไปทิศไหน แต่ว่าเส้นทางและเครื่องมือจะต้องมีความยืดหยุ่นพอสมควร”

อาจารย์อาร์มแสดงความเห็นอีกว่า เราควรเอาวิกฤตโควิด-19 มาเป็นตัวเร่งการลงทุน-การวางแผนระยะยาว และหาจุดเติบโตใหม่ของประเทศไทย เพราะจะพึ่งพาการเติบโตจากจุดเดิมไม่ได้แล้ว

ปิดท้ายด้วยตัวอย่างจากประเทศจีน ที่อาจารย์อาร์มยกมาให้เรามองหาโอกาสในวิกฤตว่า ที่ประเทศจีน Alibaba และ JD.com และเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เกิดขึ้นมาอย่างชัดเจนหลังจากการระบาดของโรคซาร์ส ส่วนวิกฤตครั้งนี้ จีนกำลังทำคลังการสอนออนไลน์แห่งชาติ ซึ่งมาจากการที่ภาครัฐคิดเรื่องระยะยาวว่า ภายใต้วิกฤตจะทำอะไรที่จะเกิดเป็นผลผลิต เป็นแพลตฟอร์มที่จะคงอยู่หลังวิกฤต และเป็นจุดเติบโตใหม่ให้ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ควรจะคิดเรื่องนี้ด้วย

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ