ลอตเตอรี่อลเวง…ส่องชีวิตผู้โชคดีหลังถูกรางวัลใหญ่ ใครรุ่ง ใครร่วง

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP
ธนพงศ์ พุทธิวนิช : เรื่อง

ไม่มีโชคใดจะประเสริฐไปกว่าถูกรางวัลจากการเสี่ยงดวงอีกแล้ว นับตั้งแต่โบราณมา มนุษย์นิยมเสี่ยงโชครูปแบบต่าง ๆ ไปจนถึงเล่นพนันกันแบบไม่รู้จบ หวังจะได้ลาภอย่างรวดเร็ว มีตัวอย่างของคนที่ไปถึงจุดนั้นได้ แต่ต้องยอมรับก่อนว่าเป็น “ส่วนน้อย” มาก ๆ ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของเหล่าผู้โชคดีขั้นสุดเหล่านี้บางครั้งก็ไม่ได้เป็นแบบที่คิดเสมอไป

อิทธิพลของการเสี่ยงโชคในรูปแบบสลาก หรือลอตเตอรี่ทั้งหลายปรากฏในวิถีชีวิตทั่วไปอย่างใกล้ชิด สำหรับชาวไทยแล้ว มีหลักฐานบันทึกทั้งของชาวต่างชาติ หรือของไทยเองก็ตามว่า “ชาวสยาม” เองก็นิยมเล่นการพนันกันอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไป การเสี่ยงโชคในรูปแบบต่าง ๆ เริ่มถูกจัดระเบียบมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องมักพบว่า กลุ่มคนที่ได้รางวัลใหญ่มักหายเงียบไปกับกาลเวลา ซึ่งกลุ่มนี้คงเป็นสัดส่วนมากกว่าผู้ที่ปรากฏในหน้าสื่อว่า ผู้ถูกรางวัลใหญ่หลายรายตกเป็นข่าวแง่ชะตากรรมพลิกผันหลังถูกรางวัล ข่าวลักษณะนี้มีให้เห็นผ่านตากันเป็นระยะมากกว่ากลุ่มแรก

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจตำแหน่งแห่งหนและอิทธิพลของหวย สลากกินแบ่ง หรือลอตเตอรี่ ซึ่งฝังอยู่ในวิถีประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีศึกษาว่าด้วยวิถีชีวิตของผู้ถูกรางวัล ทั้งกลุ่มที่ยังรักษาสถานะการเงินของตัวเองไว้ได้ และกลุ่มที่ชีวิตผกผันยิ่งกว่าก่อนถูกรางวัล

การเสี่ยงโชคยุคแรกเริ่ม

ลอตเตอรี่ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเสี่ยงโชค หรือบางแห่งนิยามว่าเป็นการพนันชนิดหนึ่งซึ่งมีมายาวนาน โรเบิร์ต ดี เฮอร์มัน (Robert D. Herman) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านสังคมศาสตร์ วิทยาลัยโพโมนา (Pomona College) ผู้เขียนหนังสือ “Gamblers and Gambling” อธิบายว่า ในสมัยโรมัน จักรพรรดิเนโร (Nero) และออกัสตัส (Augustus) ใช้ลอตเตอรี่ในการแจกจ่ายทรัพย์สินและทาสในช่วงเทศกาลพิเศษต่าง ๆ

กิจกรรมยอดฮิตอย่างหนึ่งในสมัยโรมันโบราณยังมีการเสี่ยงโชคขณะทานอาหารค่ำ โดยเจ้าภาพจะแจกจ่ายไม้ที่แกะสลักสัญลักษณ์เอาไว้ให้แขกที่มาร่วมงาน เมื่อถึงช่วงท้ายก็จะจับรางวัลที่แขกจะได้รับติดมือกลับบ้านไปด้วย

ในยุคสมัยใหม่ การใช้ “ลอตเตอรี่” ในเชิงความหมายว่า การสุ่มเพื่อคัดเลือกแจกจ่ายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ สิ่งของ ในแง่รางวัลหรือจะเป็นในแง่การคัดเลือกเพื่อหาผู้รับทั่วไป ปรากฏราวศตวรรษที่ 15 แคว้นและเมืองต่าง ๆ ใช้กระบวนการนี้เพื่อเรี่ยไรเงินสำหรับป้องกันเมืองหรือบรรเทาปัญหาความยากจน ลอตเตอรี่แบบสาธารณะซึ่งมีการมอบรางวัลเป็นครั้งแรกในยุโรปเกิดขึ้นในนครโมดีนา (Modena) ในอิตาลี ราว ค.ศ. 1476

Photo by PHILIPPE HUGUEN / AFP

โรเบิร์ต ดี เฮอร์มัน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ลอตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบถูกมองว่าเป็นลอตเตอรี่ในเมืองเจนัว (Genoa) แม้จะมีเสียงคัดค้านจากโบสถ์โรมันคาทอลิก แต่กระบวนการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จจนแพร่กระจายไปในหลายเมืองของอิตาลี กระทั่งในยุคสมัยที่รวมชาติเป็นอิตาลีแล้ว ลอตเตอรี่ระดับชาติครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อปี 1863 มีจับรางวัลเป็นรายสัปดาห์ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินเข้ารัฐ ลอตโต้ (lotto) ระดับชาติของอิตาลีถูกมองว่าเป็นต้นแบบของเกมจับรางวัลหรือการพนันยุคใหม่หลายชนิดในเวลาต่อมา

อีกหนึ่งชาติที่จำเป็นต้องพูดถึงคืออังกฤษ ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลต่อการออกสลากหรือลอตเตอรี่ในไทย โดยเมื่อปี ค.ศ. 1566 โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (Elizabeth I) ทรงอนุญาตให้ดำเนินการลอตเตอรี่เป็นการทั่วไปในอังกฤษเพื่อระดมทุนมาซ่อมแซมท่าเรือและสนับสนุนกิจการสาธารณะอื่น ๆ

วิถีลอตเตอรี่ยุคใหม่

ปัจจุบันนี้ทั้งในฝั่งตะวันตกและภูมิภาคใกล้เคียงล้วนมีลอตเตอรี่และการเสี่ยงโชคผ่านตัวเลขลักษณะนี้หลายรูปแบบ หลายรางวัล แถมมีรางวัลที่เรียกว่า “แจ็กพอต” (jackpot) มูลค่ามหาศาลหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้โอกาสจะได้เรียกว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แต่เมื่อเรียกกันว่า “ความน่าจะเป็น” เพียงเล็กน้อยก็ย่อมมีโอกาสและโอกาสนี้ก็เคยไปอยู่ในกำมือผู้คนจำนวนไม่น้อยเลย

ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีรางวัลใหญ่หรือแจ็กพอตแตกต่างกันไป ที่รู้จักกันดีในสหรัฐคือ พาวเวอร์บอล (Powerball) และเมกามิลเลียนส์ (Mega Millions) ส่วนในยุโรปก็มียูโรมิลเลียนส์ (Euro Millions)

เมื่อปี 2016 “พาวเวอร์บอล” เคยจ่ายรางวัลมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่รางวัลแจ็กพอตเคยจ่ายมาคือ 1,586 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,000 ล้านบาท) โดยรางวัลจะแบ่งกันระหว่างตั๋ว 3 ใบ ใน 3 รัฐ ซึ่งยอดก้อนใหญ่ก่อนหักเปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ ตามกฎหมายแล้ว ตั๋วแต่ละใบที่ได้รางวัลจะแบ่งกันในอัตราประมาณ 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อใบ (คำนวณหลังหักค่าต่าง ๆ ตามกฎหมายแล้ว แต่ละใบจะได้รางวัลประมาณ 187.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อพูดถึงเรื่องเงินรางวัลจากลอตเตอรี่แล้ว โจทย์ที่น่าปวดหัวก็จะเริ่มขึ้น ขั้นแรกผู้ได้รางวัลต้องเลือกภายใน 60 วัน ว่าจะรับเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว หรือจะรับเป็นงวดรายปี ซึ่งสิทธิประโยชน์ย่อมแตกต่างกัน รวมถึงจำนวนเงินรวมทั้งหมดที่ผู้ได้รางวัลจะได้รับด้วย

นั่นคือโจทย์ข้อแรกเมื่อได้รับรางวัล ซึ่งในกรณีตามสภาพกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายได้และการเงินส่วนบุคคลในสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินแนะนำว่า ให้ผู้ได้รับรางวัล “ผสมผสาน” ระหว่าง 2 แนวทาง กล่าวคือ เลือกรับเงินสดอันเป็นรางวัลของตัวเองแล้วนำไป “ลงทุน” กับส่วนเงินรายปีของตัวเองผ่านบริษัทเอกชน

มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายเกี่ยวกับแนวทางการเงินของผู้ได้รับรางวัล ถึงขั้นพอกล่าวได้ว่า เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ชัยชนะจากรางวัลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ผู้ชนะยังต้องเดิมพันกับ “การตัดสินใจ” ของตัวเองในระยะยาวอีกหลายสิบปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำผู้ได้รางวัลใหญ่ นอกจากจะรักษาหลักฐาน/ลอตเตอรี่ของตัวเองให้ดี เก็บเรื่องให้เงียบเป็นดีที่สุด ป้องกันผู้ไม่หวังดี คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนจะมาแอบอ้างต่าง ๆ นานา และเรื่องวุ่นทั้งหลายที่จะตามมาจากคนใกล้ตัวหรือแม้แต่คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนในชีวิต

บางคนแนะนำว่า อย่าเพิ่งออกจากงานประจำ เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่า เงินหลักล้านก็เพียงพอสำหรับสถานะเศรษฐีโดยไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นแล้ว แต่ในยุคปัจจุบัน ไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ดังนั้นทางที่ดีลองใช้ชีวิตแบบเดิมอีกสัก 4-6 เดือน ดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับงานประจำ ในขณะเดียวกันก็ใช้เวลาทบทวนพร้อมมองเรื่องต่าง ๆ ในอนาคตไปด้วย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไรเกินเลยสถานะเดิม โดยคิดว่ามีเงินก้อนโตรองรับอยู่แล้ว และที่สำคัญมากคือ ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในทันทีก่อนเลือกตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับรางวัลที่กำลังจะรับ

กรณีศึกษา ชีวิตหลังถูกรางวัล

ดังที่เกริ่นข้างต้นว่า มีกรณีศึกษาทั้งผู้ที่เป็นทุกข์กับลาภที่ได้รับ และผู้ที่เก็บตัวเงียบโดยรักษาสถานะการเงินเมื่อได้รางวัลใหญ่ไว้ได้ กรณีแรกซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดคือ ประสบการณ์ของ แอนดรูว์ แจ๊ค วิทเทคเกอร์ (Andrew Jack Whittaker) นักธุรกิจอเมริกันผู้ได้รางวัลแจ็กพอตเมื่อ ค.ศ. 2002 และเลือกรับเป็นเงินก้อนราว 113 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หลังหักภาษี) แต่หลังจากได้รางวัล กราฟชีวิตของเขาดิ่งลงอย่างน่าใจหายจนถึงกับมีสื่อเคยอ้างว่า เขาให้สัมภาษณ์ว่า “น่าจะฉีกตั๋วนั่นทิ้ง”

หลังจากถูกรางวัลเพียงปีเดียว เงินสดที่เขาเก็บไว้ในรถราว 5 แสนดอลลาร์สหรัฐถูกขโมยไป นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เขาเก็บเงินมหาศาลไว้ในรถและถูกขโมย ในปี 2004 แจ๊คเก็บเงินสด 2 แสนดอลลาร์สหรัฐในรถและโดนขโมยอีกรอบ แต่คราวนี้ได้เงินคืน

ไม่เพียงแค่เรื่องเงินสดที่หายบ่อยเหลือเกิน (บางครั้งก็ได้คืน) เขายังมีคดีพัวพันหลายคดี ภรรยาของแจ๊ค แยกทางไป หลานสาวเสียชีวิตในสภาพถูกห่อศพไปทิ้งหลังรถขยะในปี 2004 ลูกสาวของเขาก็เสียชีวิตในปี 2009 จากโรคมะเร็ง บ้านของเขาที่เวอร์จิเนียถูกไฟไหม้เมื่อปี 2016 แจ๊คในวัย 72 ปี เพิ่งเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ ราวช่วงกลางปี 2020 ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเขายังเหลือทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าเท่าใด

แจ๊ค อาจถูกจดจำในฐานะผู้โชคดีถูกรางวัลใหญ่และใช้ชีวิตโลดโผน แต่อีกด้านเขาเป็นนักธุรกิจที่ฐานะการเงินขึ้นลงมาก่อนถูกรางวัล หลังถูกรางวัลก็ช่วยเหลือสาธารณะและบริจาคเงินหลายครั้ง

กรณีศึกษาของผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินหลังได้รางวัลก้อนโตยังมีอีกมาก สำหรับคนที่ถูกรางวัลตั้งแต่วัยรุ่นอย่าง ไมเคิล แคร์รอล (Michael Carroll) หนุ่มวัย 19 จากแดนบริติชก็ถูกรางวัล 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2002 รายงานข่าวหลายแหล่งอ้างว่า เวลาผ่านมา 5 ปี พฤติกรรมสุดเหวี่ยง ใช้ยาเสพติด และจับจ่ายมือเติบทำให้เขากลับไปอยู่ในสถานะเดิม และหวังจะได้งานประจำคืน

อีกกรณีคือ ลุค พิททาร์ด (Luke Pittard) จากเวลส์ ซึ่งถูกรางวัล 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ใช้เงินหมดไปกับการท่องเที่ยว แต่งงาน และบ้าน ผ่านไปปีกว่า เขากลับมาทำงานที่แมคโดนัลด์ตามเดิม

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ถูกรางวัลและยังรักษาสถานะการเงินได้ก็ย่อมมีเช่นกันและมีไม่น้อยด้วย ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาปฏิบัติตามคำแนะนำหนึ่ง ใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป อยู่ต่ำกว่าระยะเรดาร์นั่นเอง จึงไม่ค่อยมีข้อมูลของพวกเขาแบบละเอียดปรากฏหน้าสื่อ นอกจากแค่พวกเขาทำอะไรตามความฝันไว้บ้างแล้ว

ไบรอัน แคสเวลล์ (Brian Caswell) จากโบลตัน ประเทศอังกฤษ ได้เงินรางวัลจาก “ยูโรมิลเลียนส์” ราว 24 ล้านปอนด์ ในปี 2009 มาถึงปี 2016 เขายังช่วยงานสาธารณะโดยไปช่วยงานโรงเรียนของหลาน และเมื่อปี 2018 เขายังอุดหนุนเงินโดยซื้อลอตเตอรี่ทุกสัปดาห์โดยระบุว่า ช่วยสมทบทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ และยังใช้ชีวิตแบบปกติสุข ซื้อรถที่เขาใฝ่ฝัน และวางแผนท่องเที่ยวตามสถานะของตัวเอง

ว่ากันว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือโอกาส โอกาสและความน่าจะเป็นในบางครั้งอาจมีน้อยนิด จากสถิติแล้ว ตัวเลขที่แทบเป็นไปไม่ได้ทั้งหลายมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ (แค่เกิดกับคนส่วนน้อยมาก ๆ) การได้โอกาสที่ผู้คนจำนวนมากโหยหาและใฝ่ฝันกันอย่างบ้าคลั่งถือเป็นโอกาสแสนประเสริฐสุดแล้ว หวังว่าทุกคนจะใช้โอกาสที่ได้รับหรือที่ไขว่คว้ามาอย่างคุ้มค่า ไม่เพียงแค่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น โอกาสเหล่านี้ จะส่งผลต่อมาถึงเพื่อนร่วมสังคมได้ด้วย ถ้ารู้จักใช้มันอย่างเหมาะสมและถูกต้อง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ