“ไทยสมายล์” เหินฟ้าสู่ “เจิ้งโจว” (2) ดื่มด่ำประวัติศาสตร์จีน

“ไทยสมายล์” เหินฟ้าสู่ “เจิ้งโจว” (2) ดื่มด่ำประวัติศาสตร์จีน

สำหรับวันที่ 2 ของการเดินทางเยือนนครเจิ้งโจว และเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในมณฑลเหอหนาน คณะเราประเดิมด้วย ”เสี้ยวลิ้มยี่Ž” หรือที่คนไทยคุ้นหูกันดีในชื่อ ”วัดเส้าหลิน”Ž ซึ่งมีอายุกว่า 1,500 ปี ตั้งอยู่ในอำเภอเติงเฟิง ของเมืองเจิ้งโจว อยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาใหญ่นาม ”ซงซานŽ”

หากใครชื่นชอบหรือเคยติดตามภาพยนตร์จีนแนวพีเรียด ย่อมรู้ดีว่าวัดเส้าหลินนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องศิลปะมวยจีน หรือ “กังฟูŽ” ก่อตั้งโดยปรมาจารย์ ”ตั๊กม้อ”Ž หรือ “พระโพธิธรรม”Ž พระภิกษุชาวชมพูทวีป (อินเดีย) เจ้าอาวาสท่านแรกของวัด

ตามตำนานว่ากันว่าท่านตั๊กม้อเป็นโอรสของพระเจ้าแผ่นดินแคว้นหนึ่งในอินเดียปราดเปรื่องและแตกฉานในคัมภีร์ของทุก ๆ ศาสนา ตลอดจนเรื่องอักษรโบราณกับวรรณคดี และได้เดินทางจากอินเดียเพื่อเผยแผ่พุทธนิกายเซนในแดนมังกร

พร้อมให้กำเนิดวิชากังฟูที่วัดแห่งนี้ เนื่องจากบรรดาหลวงจีนต้องนั่งสมาธินาน ส่งผลให้ร่างกายเมื่อยล้า และสุขภาพอาจเสื่อมโทรมได้ ประกอบกับที่ตั้งของวัดเส้าหลินอยู่ในเขตป่าที่ชุกชุมไปด้วยสัตว์ร้าย ท่านตั๊กม้อจึงคิดค้นกระบวนท่าเพลงหมัดมวยขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับเหล่าสัตว์ร้าย และออกกำลังกายในคราวเดียว


กระทั่งเพลงมวยได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยภายในวัดได้เปิดโรงเรียนสอนกังฟูเส้าหลิน ทำให้ขณะนั่งรถรางกับตอนเดินชมจุดต่าง ๆ ภายในวัด ได้เห็นบรรยากาศการฝึกซ้อมวิทยายุทธของเด็กรุ่นใหม่ไปด้วย

ส่วนภายในบริเวณวัดเส้าหลิน จุดไฮไลต์คือ ”วิหารเทวราชŽ” โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมจีนโบราณ และ “วิหารตั๊กม้อŽ” หรือวิหารเจ้าอาวาส ซึ่งนอกจากจะประดิษฐานพระพุทธรูปแล้ว พอลองสังเกตตามพื้นวิหารจะเป็นหลุมบ่อคล้ายพื้นทรุดทั่วไป

แต่เหตุที่แท้จริงเกิดจากการฝึกเพลงยุทธ์ของ18 อรหันต์ทองคำแห่งวัดเส้าหลินในอดีตนั่นเอง

และในช่วงบ่ายเราเดินทางเข้าสู่เมือง” ลั่วหยาง”Ž เยือน “ถ้ำผาประตูมังกรŽ” หรือ “หลงเหมินสือคูŽ”ถือเป็นกลุ่มถ้ำบนหน้าผาตั้งตระหง่าน อายุกว่า 1,500 ปี โดดเด่นด้วยประติมากรรมโบราณตระการตา จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

หากมองจากมุมไกล จะเห็นว่าตลอดระยะทางของถ้ำกว่า 1 กิโลเมตร มีการสกัดหินผาเป็นโพรงมากกว่า 2,000 โพรงเลยทีเดียว ภายในโพรงถ้ำมีการเขียนภาพจิตรกรรม และแกะสลักพระพุทธรูปทั้งองค์จิ๋วไปจนถึงองค์ใหญ่รวมกว่า 1 แสนองค์

เหตุผลที่มีมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะได้รับการอุปถัมภ์จากชนชั้นสูงในอดีตกาลอย่างต่อเนื่อง สะสมมานานเป็นระยะเวลากว่า 400 ปี

จุดไฮไลต์ของถ้ำประตูมังกร หนีไม่พ้น “อารามเฟิ่งเซียน”Ž มีพระพุทธรูปองค์ประธานขนาดใหญ่ นามว่า ”พระโพธิสัตว์ไวโรจนะŽ” สูงถึง 17.14 เมตร เฉพาะเศียรสูง 4 เมตร ใบหูยาว 1.9 เมตร

ว่ากันว่าช่างฝีมือตั้งใจแกะสลักพระประธานองค์นี้ให้มีรูปพระพักตร์เหมือน”พระนางบูเช็กเทียน”Žจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวที่ได้รับการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์จีน หมายเอาใจพระนาง

นอกจากนี้ มัคคุเทศก์สาวประจำทริปบอกให้เราลองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพระพุทธรูปจากหลาย ๆ มุม แล้วจะพบว่า ไม่ว่ายืนจ้องจากมุมใด ก็เหมือนดวงตาคู่นั้นประสานสายตาตอบเราอยู่เสมอ

จากถ้ำประตูมังกรเรามุ่งหน้าสู่โปรแกรมสุดท้ายของวันสู่”ศาลเจ้ากวนอูŽ” ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองลั่วหยาง สถานที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องราวของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่นาม “กวนอูŽ” สมัย ”สามก๊ก”Ž ได้รับการยกย่องจากชาวจีนให้เป็นเทพเจ้า ชาวจีนต่างเข้ามากราบไหว้ขอพรด้านโชคลาภ

ภายในประกอบด้วยตำหนัก 3 แห่ง มีรูปปั้นเทพเจ้ากวนอูในท่าทางแตกต่าง เช่น ขณะนั่งอ่านตำราศึก ขณะนอนบนเตียงแต่ไม่อาจปิดดวงตาให้สนิทได้ เพราะต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

โดยด้านหลังสุดของศาลเจ้า เชื่อว่าเป็นจุดที่ฝังศีรษะของท่านกวนอู ทำให้ผู้คนนิยมหยอดเหรียญ 2 เหรียญ เพื่อขอพร 2 ด้านอย่างเรื่องการงานและสุขภาพ

เชื่อว่ายิ่งเหรียญไหลตกกระทบพื้นดัง ท่านกวนอูได้รับรู้คำขอพรจากเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฉบับหน้า…มาติดตามตอนจบ !