นวดไทย : มรดกโลก ความภูมิใจของชาติ แต่กิจการ-หมอนวดกำลังล้มตายในวิกฤตโควิด

Photo by AFP
รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

รัฐบาลไทยโดยหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพิ่งร่วมกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) จัดงานใหญ่โตเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองการที่ “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ซึ่งเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “มรดกโลก” และยังไม่เกิน 1 เดือนด้วยซ้ำที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นวดไทย สมุนไพรไทย และกัญชาทางการแพทย์แผนไทย

มาไม่กี่วันนี้ คนในวิชาชีพนวดแผนไทย ทั้งผู้ประกอบการและพนักงานนวดกลับต้องโอดครวญว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตโควิดและคำสั่งปิดสถานประกอบการร้านนวด ร้านสปา

เมื่อครั้งการระบาดระลอกแรก ร้านนวดเป็นประเภทกิจการที่ถูกสั่งปิดก่อนและได้เปิดทีหลัง ระลอกนี้ร้านนวดเป็นกิจการเพียงไม่กี่ประเภทที่ต้องปิด

นอกจากเดือดร้อนกันอย่างถ้วนหน้าทั้งวงการแล้ว “ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย” คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของคนในธุรกิจร้านนวด

เพราะทนความเดือดร้อนต่อไปไม่ไหว คนในแวดวงนวดไทยจึงรวมตัวกันยื่นขอการเยียวยาจากรัฐบาลในสัปดาห์ที่แรกของการเปิดทำงานหลังหยุดปีใหม่

สมาคมแรกที่เคลื่อนไหวในระลอกนี้คือ สมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์นวดแผนไทย นำโดย นายพิทักษ์ โยทา ที่ไปยื่นหนังสือต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา

สมาคมนี้เปิดเผยข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ กรุงเทพฯมีร้านนวด ร้านสปา จำนวน 1,700 ร้าน ส่วนทั่วประเทศมี 15,000 ร้าน ตอนนี้ปิดถาวรไปแล้ว 11,280 ร้าน เพราะไม่มีเงินทุนทำต่อ เหลือที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 4,000 กว่าร้าน ซึ่งได้ทำตามมาตรฐานที่รัฐกำหนดทุกอย่าง ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลผ่อนผันให้เปิดบริการเพื่อให้พนักงานมีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว แต่หากไม่ผ่อนผัน สมาคมขอเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยา หรือออกคำสั่งยกเว้นค่าเช่าตึกจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพราะที่ผ่านมาการช่วยเหลือจากรัฐบาลผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงมาตรการและโครงการเยียวยาต่าง ๆ ทั้งเงินกู้ซอฟต์โลน โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการคนละครึ่ง

ต่อมาเช้าวันที่ 8 มกราคม 2564 ตัวแทน สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย นำโดย นายสุกษม อามระดิษ นายกสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19

Photo by AFP

เนื้อหาในหนังสือร้องทุกข์ระบุว่า สมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนของสมาชิกผู้ประกอบการผู้ให้บริการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านนวด สปา) จำนวน 12,000 แห่ง และหมอนวดหรือผู้ให้บริการ 200,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยตรง เนื่องจากรัฐบาลสั่งปิดสถานประกอบการร้านนวด ร้านสปา แต่ค่าเช่าสถานที่ยังต้องจ่ายอยู่ ฉะนั้นการที่รัฐบาลสั่งปิดสถานประกอบการเป็นการสร้างภาระอันใหญ่หลวงให้แก่ผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปิดกิจการลงตั้งแต่โควิดระบาดในรอบแรก และปัจจุบันทยอยปิดตัวลงมากกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ จึงขอเสนอเพื่อขอรับการช่วยเหลือมายังนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ศบค. พิจารณาให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจร้านนวด สปา ดังนี้

1.อนุญาตให้ร้านนวดเพื่อสุขภาพเปิดให้บริการได้ เนื่องด้วยการนวดเพื่อสุขภาพเป็นการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชน และประชาชนบางรายก็มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิธีการนวดเพื่อให้เกิดการไหลเวียนของระบบเลือดในร่างกาย ดังนี้

1.1 ผ่อนปรนให้สามารถเปิดให้บริการนวดได้เฉพาะฝ่าเท้า ซึ่งสถานประกอบการเพื่อสุขภาพได้มีการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ให้ได้มาตรฐานตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

1.2 กรณีนวดตัวให้ยกเว้นการนวดบริเวณส่วนบนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า

2.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านนวด สปา) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพแล้ว และได้ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สามารถนำใบอนุญาตที่ยังไม่หมดอายุเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ สามารถยื่นกู้เงินตามอัตราและเงื่อนไขในการช่วยเหลือเยียวยาจากธนาคารที่รัฐบาลกำหนด โดยสามารถกู้ soft loan เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้ตามขนาดของสถานประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่

3.ขอให้บรรจุร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านสปา เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เพื่อช่วยให้เกิดเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากร้านนวดเพื่อสุขภาพและร้านสปา เป็นร้านที่ได้มาตรฐานตามกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข และได้ชำระค่าธรรมเนียมเข้าภาครัฐอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

4.ขอให้รัฐบาลมีมาตรการให้ผู้ให้เช่าสถานที่ประกอบกิจการลดค่าเช่า หรือยกเว้นการเรียกเก็บค่าเช่าในช่วงที่มีการประกาศสั่งปิดสถานประกอบการ

วันที่ 8 มกราคม ในเวลาไล่เลี่ยกัน “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” มีนัดพูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจนวดแผนไทยและโรงเรียนสอนนวดแผนไทยอันมีชื่อเสียงเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย ที่เราเรียกกันว่า “นวดวัดโพธิ์” ซึ่งมีกิจการโรงเรียนสอนนวด คลินิกแพทย์แผนไทย และร้านนวดหลายสาขา เพื่อสอบถามสถานการณ์ ผลกระทบ แนวทางการช่วยเหลือเยียวยาที่ผู้ประกอบการอย่างเขาต้องการจากภาครัฐ ไปจนถึงให้เขาฉายภาพรวมของวงการนวดไทย

เสรัชย์ ตั้งตรงจิตร

สรัชย์ ตั้งตรงจิตร ผู้บริหารโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ให้ข้อมูลและเล่าสถานการณ์ของกิจการ “นวดวัดโพธิ์” ให้ฟังว่า โดยปกติลูกค้าของร้านนวด คลินิก และโรงเรียนสอนนวด เป็นชาวไทย 60% ชาวต่างชาติ 40% พอเกิดโควิดขึ้น ลูกค้าต่างชาติก็หายไปทั้งหมด ขณะที่ลูกค้าไทยก็ลดลงไปจำนวนมาก ดังนั้น เรื่องการเว้นระยะห่างจึงเป็นไปโดยสภาพที่ลูกค้าลดลงอยู่แล้ว

หลังจากที่ต้องปิดบริการตามคำสั่งของรัฐบาลในช่วงการระบาดระลอกแรก พอหลังคลายล็อกกลับมาเปิดให้บริการได้ก็มีรายได้เพียง 10% ของภาวะปกติเท่านั้น เมื่อตอนนี้ต้องปิดให้บริการอีก รายได้ในส่วนร้านนวดจึงเป็น 0 เหลือเพียงรายได้จากคลินิกแพทย์แผนไทยและการสอนนวดออนไลน์ที่ยังมีอยู่บ้างเล็กน้อย

จากเดิมกิจการของเขามีพนักงานรวมมากกว่า 200 คน ผลจากการปิดให้บริการในช่วงการระบาดระลอกแรกทำให้พนักงานบางส่วนออกจากงานกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด บางส่วนที่เป็นผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวถูกคัดกรองให้หยุดมาทำงาน โดยที่ตัวเขาในฐานะนายจ้างยังคงส่งเงินเข้าประกันสังคมให้ลูกจ้างต่อไป โดยสรุปก่อนการระบาดระลอกใหม่นี้มีพนักงานที่ยังทำงานอยู่ประมาณ 80 คน ซึ่งเขาให้สลับกันมาทำงาน และยังจ่ายเงินเดือนพนักงานอยู่ 80% ของเงินเดือน

“เรื่องการเยียวยา พนักงานได้รับการเยียวยาจากประกันสังคม ส่วนในแง่ผู้ประกอบการไม่มีใครมาถามเลย สงสัยต้องไปเรียกร้องเอง เราก็เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่คุณปู่ก่อตั้งประมาณปี พ.ศ. 2500 เราก็โดนบีบโดนกดมาตลอด ถ้าเรามีปัญหาแล้วเราไม่สู้ มันก็คงหายไปแล้วครับ มันเป็นอย่างนี้มาตลอด” เขาบอกอย่างทำใจ

ถามว่าอยากให้ภาครัฐช่วยอย่างไร เสรัชย์ตอบว่า “ผมอยากให้พิจารณาว่าธุรกิจนวด อาชีพนวด มันเทียบเคียงกับการประกอบอาชีพอื่นได้ อยากให้มองว่ามันเทียบเคียงกับการทำผม เทียบเคียงกับการทำกายภาพบำบัดหรือไม่ มันต่างกันไหม หรือรัฐมองแค่ภาพพจน์ของวิชาชีพและการที่มีคนเยอะก็เลยปิด หรือว่ามีมาตรฐานอะไรที่ธุรกิจนวดยังด้อยไปก็ระบุมาเลยให้เราปรับปรุง มันอาจจะเป็นปัญหาที่ตัวแทนของวิชาชีพนวดไทยไม่ได้เข้าไปให้ข้อมูลในคณะกรรมการก่อนที่ท่านจะตัดสินใจ มันก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ราชการรวบรวมข้อมูลก่อนตัดสินใจ อย่าคิดแต่จากข้างบน”

ผู้บริหารกิจการนวดวัดโพธิ์เล่าอีกว่า ช่วงที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมมีจดหมายแจ้งมาว่า อยากให้จ้างคนงานไว้เหมือนเดิม ซึ่งตัวเขาคิดว่า การที่ประกันสังคมต้องการให้นายจ้างคงการจ้างงานไว้ โดยที่นายจ้างเองก็ไม่มีรายได้ ดูจะเป็นการขอความร่วมมือที่ทำได้ยาก

“ถ้าเราจ้างคนแล้วคนของเรามานั่งอยู่เฉย ๆ มันก็ไม่ได้ เราก็ต้องเอาตัวให้รอดก่อน เรื่องมาตรการเยียวยาช่วยเหลืออย่างน้อยที่สุดก็อยากให้รัฐบาลดูตามขนาดของกิจการว่ามีพนักงานจำนวนเท่าไหร่ แล้วอุดหนุนค่าจ้างตามรายหัวของพนักงาน เพื่อให้เราสามารถจ่ายเงินพนักงานได้ตามเดิม เราไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลมาจ่ายให้ 100% แต่อยากให้อุดหนุนหรือให้เงินกู้ระยะสั้นดอกเบี้ย 0% ไม่ต้องให้เปล่าก็ได้ เพราะว่าผู้ประกอบการมีสายป่านยาวและสั้นไม่เท่ากัน”

หากเรามองในแง่ที่ว่า รัฐบาลภาคภูมิใจอย่างมากกับการที่ “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก อันนี้น่าจะเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ภูมิปัญญา วิชาชีพ และกิจการนวดไทยได้รับการดูแลจากรัฐบาล แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น

“ถ้ามองว่าเป็นมรดกก็ต้องดูแลในยามคับขัน แต่ก็ไม่มีใครมาดูแล” เสรัชย์กล่าว ก่อนจะแสดงความเห็นต่อ

“ถ้าจะช่วยเหลือคนให้เขาสามารถอยู่ได้ เขาก็ต้องมีรายได้ รัฐบาลต้องรักษาการจ้างงาน หรือถ้าเขาจะเปลี่ยนอาชีพ ก็ต้องสนับสนุนให้เขาเรียนและฝึกอาชีพโดยที่รัฐบาลอาจจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน หรือให้เงินกู้ แล้วถึงเวลาที่เขาได้ทำงานแล้วก็ให้เขาผ่อนจ่าย แต่การเรียนนวดมันไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่มีใบปริญญา เขาก็เลยไม่ได้มองเรื่องนี้”

นอกจากนั้น เสรัชย์ให้ข้อมูลภาพกว้างอีกว่า กิจการร้านนวดและโรงเรียนสอนนวดมีปัญหาหลายเรื่องมาตั้งแต่ก่อนมีโควิด หนึ่งในปัญหาที่เขาเล่าให้ฟังคือ การมีกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยอะ การจะอยู่ในระบบอย่างถูกกฎหมายเป็นเรื่องยาก จึงทำให้มีการทำกิจการอย่างไม่ถูกกฎหมายเยอะ อย่างในครั้งนี้ก็เช่นกัน การที่ร้านถูกสั่งปิด แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการและหมอนวดที่แอบไปรับนวดตามบ้านหรือตามร้านอาหาร ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาตามมาและส่งผลกระทบต่อวิชาชีพโดยรวม

“ปัญหาโควิดส่วนใหญ่เกิดจากคนที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากเราผู้เคารพกฎหมายและปฏิบัติตามระเบียบทุกอย่างที่ภาครัฐสั่งมา ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่สั่ง ทุกกอง ทุกหน่วยงานมาเพื่อคุมเราหมด เราก็พยายามทำทุกอย่างตามสั่ง แต่มีการแพร่เชื้อโดยแรงงานเถื่อนและบ่อนที่ไม่มีใบอนุญาต มันเป็นวิธีการทำงานที่ทำให้คนออกไปอยู่นอกกฎหมาย อย่างนี้ไม่ต้องมีใบอนุญาตดีกว่า” เจ้าของกิจการนวดวัดโพธิ์กล่าว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในวันที่ 8 มกราคมเช่นกัน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีมติขยายเวลายกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบการร้านนวด ร้านสปา ออกไปอีก 1 ปีจากมติเดิม (เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2563) รวมเป็น 2 ปี และกรมจะพูดคุยหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อหามาตรการในการเยียวยาด้านอื่น ๆ ต่อไป

นี่เป็นหนึ่งการเยียวยาช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ก็ช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น ตราบใดที่ยังเปิดให้บริการไม่ได้ สถานการณ์โรคระบาดยังไม่คลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ รายได้ก็ยังคงเป็น 0 ร้านนวดก็ยังคงต้องเจ็บปวด และทยอยล้มหายตายจากกันต่อไป พร้อมกับคนในวิชาชีพนี้ที่ต้องตกงานกันอีกเพียบ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ