อีสานและการเมืองในมุมมองของ “อภิชาติพงศ์” ผู้ปลุกรัฐบาลผ่านเวทีโลก

Photo by REUTERS
ท้องฟ้าสีเทา : เรื่อง

“ผมโชคดีมาก ๆ ที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ขณะที่เพื่อนร่วมชาติของผมเดินทางไม่ได้ ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัสจากโรคระบาด เพราะการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร ระบบสาธารณสุข และการเข้าถึงวัคซีน ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย รัฐบาลโคลอมเบีย และรัฐบาลของประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน ขอให้ตื่นขึ้นมาและทำงานเพื่อประชาชนของพวกคุณเดี๋ยวนี้”

ทั้งด้วยความสำเร็จในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลก และด้วย speech ข้างต้นที่เขาปลุกให้รัฐบาลตื่นขึ้นมาทำงานเพื่อประชาชน เป็นการตีแผ่ปัญหาในประเทศไทยต่อหน้าชาวต่างชาติและสื่อจากทั่วโลก ทำให้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้ใจคนไทยไปอย่างท่วมท้น

นอกจากกล่าวบนเวทีในโอกาสที่ขึ้นรับรางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (2021 Cannes Film Festival) อภิชาติพงศ์ยังพูดขยายประเด็นนี้ในการแถลงข่าวหลังรับรางวัลอีกว่า

“…มันเป็นเรื่องที่ใจสลายสำหรับผมเวลาที่ต้องพูดว่า ขณะที่โคลอมเบียจัดการกับประชาชนที่เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงด้วยกระสุนปืน แต่สำหรับประเทศไทย เราจัดการโดยใช้กฎหมาย เราฆ่าประชาชนด้วยกฎหมาย เราจับประชาชนขังคุก เราฆ่าจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ เรามีคนรุ่นเก่าจำนวนมากที่ต้องการปราบปรามและยังคงปราบปรามเยาวชน การที่เราพูดคุยกันอยู่ที่นี่ สิ่งที่เราทำกันอยู่ที่นี่มันเป็นสิทธิพิเศษ และบางครั้งผมรู้สึกละอายใจกับการที่ไม่สามารถทำอะไรได้ และความกลัวต่อกองทัพและระบอบเผด็จการที่ปิดปากประชาชน”

การพาภาพยนตร์เรื่อง Memoria ไปคว้ารางวัล Jury Prize ในครั้งนี้ เป็นการขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีประกาศรางวัลเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นครั้งที่ 4 ของอภิชาติพงศ์ ก่อนหน้านี้ เขาได้รับรางวัล Un Certain Regard จากภาพยนตร์ “สุดเสน่หา” ในปี 2002 ต่อด้วย Jury Prize ปี 2004 จากภาพยนตร์เรื่อง “สัตว์ประหลาด” และต่อมาในปี 2010 ภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” คว้ารางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครอง

“ผมดีใจเหลือเกินที่ได้รับการยอมรับ (จากเวทีนี้) แค่การได้ฉายหนังในเวลานี้ถือว่าเป็นขวัญสำหรับผมและทีมงานของผมมากแล้ว ดังนั้น ผมคิดว่าการได้รับรางวัลนี้จะช่วยผลักดันให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกไปสู่สายตาผู้ชมได้มากขึ้น” เจ้าของรางวัล Jury Prize ผู้ไม่ใช่หน้าใหม่ของเวทีกล่าว

Memoria นำเสนอเรื่องราวของเจสสิกา (ทิลดา สวินตัน) หญิงต่างชาติในประเทศโคลอมเบีย เธอได้ยินเสียงระเบิดดัง “ปัง” รบกวนในหัวอย่างแปลกประหลาดเกือบตลอดเวลา เธอจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาว่าเสียงนั้นคืออะไร

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ และเป็นเรื่องแรกที่นำเสนอเรื่องราวของคนชาติอื่น ผลงานภาพยนตร์ที่ผ่านมาของเขาทุกเรื่องเป็นเรื่องราวของคนไทย และหลายเรื่องเป็นเรื่องของชาวอีสาน ทั้ง “สัตว์ประหลาด”, “รักที่ขอนแก่น” และ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”

อาจจะเป็นเพราะอีสานคือบ้านของเขา อีสานเป็นโลกแรกที่เขาได้รู้จัก เขาเติบโตที่นั่น และเขามองเห็นประเทศไทยได้ชัดเจนจากสิ่งที่เห็นในภาคอีสาน

อภิชาติพงศ์เติบโตที่จังหวัดขอนแก่น แต่เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่ใช่ชาวอีสานแต่ดั้งเดิม พ่อกับแม่ของเขาเป็นคนภาคกลางที่เรียนจบแพทย์แล้วเลือกออกจากกรุงเทพฯ ไปทำงานบุกเบิกโรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น ต่อมาพ่อของเขาลงเล่นการเมือง และได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น 2 สมัย

แม้จะอยู่ในครอบครัวที่เป็นชนชั้นบน ๆ ของสังคมอีสาน แต่การเติบโตขึ้นมาในภูมิภาคที่ขึ้นชื่อว่าด้อยพัฒนา ขาดแคลนทรัพยากร และประชากรมีฐานะยากจนที่สุดในประเทศ มวลรวมของความเป็นอีสานที่อภิชาติพงศ์มีประสบการณ์ร่วม ก็ย่อมเป็นสิ่งที่เขารับรู้และทำให้เขารู้สึกได้เช่นกันกับชาวอีสานคนอื่น ๆ และมันก็มีผลต่อความคิดของเขามาจนเขาเติบใหญ่

อภิชาติพงศ์เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร aday เมื่อปีที่แล้วว่า อีสานเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการทำงานภาพยนตร์ เพราะอีสานเป็นดินแดนที่มีขั้วตรงข้ามที่ชัดเจนมาก ๆ คนอีสานสนุกสนานเมามันมากเวลาที่มีเทศกาลหรืองานประเพณี แต่ในทางกลับกันอีสานก็มีความสงบสุขและสงบปากสงบคำ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการถูกส่วนกลางกดไว้

“จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่อีสานหรอก ประเทศเรานี่แหละที่เป็นวัตถุดิบชั้นดี แต่เราเชื่อมโยงกับที่นี่ และที่สำคัญคือเราคิดว่า คนอีสานเป็นตัวอย่างของผู้ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำในประเทศนี้ชัดเจนที่สุด” เขาบอก

การเติบโตในภาคอีสานทำให้อภิชาติพงศ์เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เห็นความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย เห็นว่ารัฐไม่กระจายความเจริญไปให้ภาคอีสาน และเขามองว่าคนอีสานถูกเหยียดตลอดมา อย่างเช่นในละครที่ตัวละครชาวอีสานได้เป็นแค่คนใช้ หรือไม่ก็ตัวตลก มันคือบทบาทที่ถูกกดไว้โดยโลกทัศน์ของคนกรุงเทพฯ

“อีสานในมุมมองของผมจึงไม่สามารถแยกขาดจากการเมืองได้เลย” เจ้าตัวบอกกับ aday

อภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งคนที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนมาตลอดว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

และอย่างที่เขาบอกว่า อีสานในมุมมองของเขาไม่อาจแยกขาดจากการเมือง มันก็ทำให้เขามองการเมืองอย่างเข้าใจมุมมองของคนอีสานด้วยเช่นกัน

เมื่อปี 2010 (พ.ศ. 2553) ที่ภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ไปประกาศศักดาในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กรุงเทพฯมีเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งนำไปสู่การสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ในการให้สัมภาษณ์ The Hollywood Reporter ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 อภิชาติพงศ์พูดถึงสถานการณ์ตอนนั้นว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯตอนนี้ คือ สงครามระหว่างชนชั้น ในประเทศไทยมีชนชั้นที่แตกต่างกันออกไป ผู้คนมักถูกกดขี่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ หรือสังคม”

“ผมคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผมคิดว่านี่เป็นหนึ่งในการปะทะทางชนชั้นครั้งใหญ่ที่สุด โดยเน้นไปที่คนยากจน เมื่อก่อนเป็นการปะทะกันระหว่างกองทัพกับชนชั้นกลาง แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของคนจน ในขณะเดียวกัน รูปแบบของการต่อสู้ก็แตกต่างออกไป เพราะมีอินเทอร์เน็ตและกลวิธีใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาท”

เมื่อผู้สัมภาษณ์ของ THR ถามความเห็นของเขาต่อการที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เป็นคนยากจน มีความเคารพเลื่อมใสในตัวทักษิณ ชินวัตร ชายผู้มั่งคั่งอย่างเหลือล้น

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยซึ่งเติบโตในภาคอีสานอันแร้นแค้นตอบอย่างเข้าใจคนเสื้อแดงว่า


“ผมคิดว่าผู้ชายคนนั้นกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตของพวกเขาไปแล้ว พวกเขาสามารถมีตัวตนขึ้นมาได้ เพราะเขา (ทักษิณ) และสามารถพึ่งพาเขาได้ ภายใต้การบริหารของเขามีเงินไหลเข้าหมู่บ้าน แต่จะโปร่งใสหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยคนยากจนก็ได้เห็นเงินและการพัฒนาในภูมิภาคของพวกเขา นั่นคือเหตุผล”

ส่วนเรื่องเส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา อภิชาติพงศ์เล่าในการให้สัมภาษณ์นิตยสารสารคดีเมื่อปี 2010 ว่า ความชอบภาพยนตร์ของเขาเริ่มมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะแม่ของเขาชอบดูหนังก็เลยพาเขาไปดูหนังด้วยเสมอ

“เหมือนเขาพยายามจะเปิดโลกให้เราเห็นว่า มันไม่ได้มีโลกในโรงพยาบาลเท่านั้น โดยใช้หนังเป็นตัวเปิดโลกให้เรา ก็เลยทำให้เราหลงใหลในโลกภาพยนตร์” อภิชาติพงศ์พูดถึงคุณแม่ผู้นำพาเขาเข้าสู่โลกภาพยนตร์

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีคณะสถาปัตย์ อภิชาติพงศ์เลือกไปเรียนต่อปริญญาโทด้านภาพยนตร์ที่สถาบันศิลปะชิคาโก (Art Institute of Chicago) ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างเรียนเขาพยายามเก็บสะสมประสบการณ์หลาย ๆ ทาง ประสบการณ์สำคัญอันหนึ่งคือการทำงานเป็นบรรณารักษ์ดูแลฟิล์มภาพยนตร์ ซึ่งมันทำให้เขาได้ดูหนังเกือบทุกเรื่องในคอลเล็กชั่นของมหาวิทยาลัย

พอเรียนจบเขาก็หาทุนทำหนัง เริ่มด้วยการเขียนจดหมายขอทุนจากเทศกาลภาพยนตร์ในประเทศเนเธอร์แลนด์

ส่วนการทำหนังในเมืองไทยก็อย่างที่เราพอจะทราบกันว่า เมืองไทยแทบไม่มีที่ให้หนังทดลอง การที่อภิชาติพงศ์นำบทหนังไปเสนอบริษัททำภาพยนตร์ครั้งแรกจึงถูกปฏิเสธ ซึ่งไม่เหนือคาดแต่อย่างใด ในเวลาต่อมาแม้ว่าได้ร่วมงานกับบริษัทภาพยนตร์ไทยในเรื่อง “สัตว์ประหลาด” แต่ก็ทำงานร่วมกันได้ไม่จบโปรเจ็กต์ ต้องแยกย้ายเพราะทางเดินต่างกัน หลังจากนั้น เขาจึงหาทุนต่างประเทศอย่างเต็มตัวมาตลอด

อภิชาติพงศ์เคยเล่าในการให้สัมภาษณ์ THE WRITER’S SECRET ว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ในคาบเรียนวิชาจิตวิทยา อาจารย์ให้ออกไปพูดหน้าห้องว่า อยากทำอะไร มีความฝันอะไร อภิชาติพงศ์บอกว่า “อยากทำภาพยนตร์” แล้วมีคนหัวเราะ และอาจารย์ก็บอกว่า ความจริงกับความฝันมันไม่เหมือนกันนะ

“เขาพยายามสอนว่า เราต้องรู้ว่าเราควรอยู่ตรงไหน เลยรู้สึกว่า เออ กูจะทำให้ดู จะพิสูจน์ว่ามึงผิด” นั่นคือสิ่งที่นักศึกษาที่อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์คิดในเวลานั้น

อาจเป็นเพราะโลกทัศน์-ความรับรู้ของคนในสังคม ณ เวลานั้นยังไม่กว้างไกล หลายคนจึงคิดว่าการทำภาพยนตร์เป็นเรื่องที่ไกลเกินไป แต่อภิชาติพงศ์ทำให้เห็นมานานแล้วว่า มันเป็นความจริงได้ และที่มากกว่านั้น เขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้คน (อยาก) ทำภาพยนตร์ในเมืองไทย กล้าฝันไปไกลถึงระดับโลกด้วย แม้จะเป็นเส้นทางที่ไม่ง่ายเลยก็ตาม

อ้างอิง :

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ