จัดตั้งธุรกิจใหม่ตุลาคม 2566 จำนวน 6,647 ราย เพิ่มขึ้น 12.45%

ธุรกิจ
Photo : pexels

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนตุลาคม 2566 มีจำนวน 6,647 รายเพิ่มขึ้น 12.45% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจ 3 อันดับจัดตั้งใหม่ อาทิ อสังหาฯ-ก่อสร้าง-ร้านอาหาร

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยการจดทะเบียนธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนตุลาคม 2566 พบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศในเดือนตุลาคม 2566 จำนวน 6,647 ราย เพิ่มขึ้น 12.45% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัว 6.47% เมื่อเทียบเดือนที่ผ่านมา สำหรับมีมูลค่าทุนจดทะเบียนเดือนตุลาคม 2566 มีจำนวน 27,210.97 ล้านบาท

ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 567 ราย คิดเป็น 8.53% ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 498 ราย คิดเป็น 7.49% รองลงมา และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 331 ราย คิดเป็น 4.98%

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อรมน ทรัพย์ทวีธรรม

ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนตุลาคม 2566 มีจำนวน 2,240 ราย เพิ่มขึ้น 13.53% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9.86% เมื่อเทียบเดือนที่ผ่านมาโดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 8,954.24 ล้านบาท ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 185 ราย คิดเป็น 8.27% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 136 ราย คิดเป็น 6.08% และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 69 ราย คิดเป็น 3.08%

วิเคราะห์การจดทะเบียนธุรกิจ

การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือนตุลาคม 2566 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 6,647 ราย เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาคิดเป็น 12.45% (ตุลาคม 2565) แต่ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาคิดเป็น 6.47% (กันยายน 2566) ในขณะที่การจดทะเบียนเลิกธุรกิจในเดือนตุลาคม 2566 มีจำนวน 2,240 ราย เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ตุลาคม 2565) คิดเป็น 13.53% และเพิ่มขึ้น จากเดือนที่ผ่านมา (กันยายน 2566) คิดเป็น 9.86%

ภาพรวมการจัดตั้งธุรกิจในเดือนตุลาคม 2566 มีจำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลงเพียงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า (กันยายน 2566) แต่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนปรับตัว เพิ่มขึ้น 13% กว่าเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจาก ธุรกิจผลิตส่วนประกอบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจผลิตอาหารแช่แข็งเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในตลาดโลก

และมีจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นถึง 12.45% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ตุลาคม 2566) สอดคล้องกับสถิติการจัดตั้งธุรกิจ 10 เดือนของปี 2566 มีจำนวน 75,312 ราย เพิ่มขึ้น จากปี 2565 ถึง 12.90% โดยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในเดือนตุลาคม 2566 ยังคงเป็นไปตามช่วงเวลาของการจดทะเบียนจัดตั้งที่จะมีแนวโน้มการจดจัดตั้งสูงในช่วงต้นปีและลดลงในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ พบว่ามูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ใน 10 เดือนของปี 2566 เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึง 34.24% (10 เดือนแรกปี 2565) เนื่องจากในเดือนมีนาคม 2566 มีการควบรวมกิจการในธุรกิจสื่อสาร โทรคมนาคมและธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งมีการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในกลุ่มธุรกิจโฮลดิ้งและ โรงแรม

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจให้เติบโตสูงขึ้นยังคงมาจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลักสะท้อนจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยใน 10 เดือนแรก ปี 2566 มีจำนวนการจดจัดตั้งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 50.98% (ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เติบโต 1.72 เท่า ธุรกิจตัวแทนการเดินทาง เติบโต 1.04 เท่า ธุรกิจจัดนำเที่ยว เติบโต 75.87% ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร เติบโต 39.55% และธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เติบโต 37.57%) มีสัดส่วนคิดเป็น 8.16% ของจำนวนธุรกิจที่จัดตั้งทั้งหมดใน 10 เดือนแรกปี 2566

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจน่าจับตามอง ที่เติบโตกว่า 1.55 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (10 เดือนแรกปี 2565) ได้แก่ ธุรกิจขายส่งข้าวเปลือกและธัญพืช เติบโต 1.73 เท่า (เพิ่มขึ้น 123 ราย) คาดว่าเป็นผลมาจากนโยบายการส่งเสริม BCG Model เช่น การสนับสนุนต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก และธุรกิจกิจกรรมบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เติบโต 1.5 เท่า (เพิ่มขึ้น 364 ราย) คาดว่าเป็นผลมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กลับมาเติบโต

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าคาดการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ของปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 32,000-39,000 ราย และตลอดทั้งปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 79,000-86,000 ราย

ต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทย

การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าวเดือนตุลาคม 2566 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น มีจำนวน 63 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จำนวน 23 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ จำนวน 40 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 10,953 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2566 จำนวนธุรกิจที่คนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น 7% (เพิ่มขึ้น 4 ราย) ในขณะที่เงินลงทุนลดลง 40% (ลดลง 7,276 ล้านบาท)

นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 12 ราย เงินลงทุน 5,901 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ จีน จำนวน 9 ราย เงินลงทุน 2,159 ล้านบาท และสิงคโปร์ จำนวน 9 ราย เงินลงทุน 798 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปี 2566 (มกราคม-ตุลาคม) คนต่างชาติได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ จำนวน 556 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 94,966 ล้านบาท