มหากาพย์น้ำอีอีซี ความร่วมมือ “EASTW-วงษ์สยาม”

นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล
นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล
สัมภาษณ์

การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก ภายหลังการเปิดประมูล โครงการบริหารและดำเนินการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออกของคณะกรรมการที่ราชพัสดุ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนมือผู้บริหารจัดการ จากบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ Eastwater ซึ่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำมา 30 ปี มาเป็นผู้ชนะการประมูลรายใหม่คือ บริษัทวงษ์สยามก่อสร้าง ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้น้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงรอยต่อ ทั้งการขาดแคลนน้ำ ความสามารถในการจัดหาน้ำและส่งน้ำให้กับผู้ประกอบการ และยังนำมาซึ่งข้อพิพาทระหว่างผู้บริหารจัดการน้ำรายเก่า (Eastwater) กับกรมธนารักษ์ ในส่วนของการคัดเลือกผู้บริหารและดำเนินการระบบท่อส่งน้ำ ที่มีการพิจารณาคดีอยู่ในศาลปกครอง

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามระบบบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับเป็น “คนกลาง” ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง Eastwater กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง อดีตผู้รับเหมาของ Eastwater ให้ร่วมมือกันในการจัดการน้ำภาคตะวันออก

ข้อพิพาทเรื่องการประมูล

บริษัท Eastwater เกิดขึ้นในปี 2535 สมัยนายกฯอานันท์ ตอนนั้นในภาคตะวันออกมีโครงการเร่งด่วน 2 โครงการ คือ สนามบินอู่ตะเภา กับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ก็จะให้ภาคเอกชนดำเนินการ ปรากฏมีการหยิบยกเรื่องน้ำขึ้นมาจากการที่มีผู้ให้บริการหลายราย ไม่ว่าจะเป็น การนิคมอุตสาหกรรม การประปา กรมชลประทาน จะไปขอใช้น้ำจากใคร จึงมีการตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาก็คือ Eastwater

โดยการประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นเบื้องต้น 100% เพื่อเป็น “คนกลาง” ในการขออนุญาตใช้น้ำโดยเท่าเทียมและไม่มีข้อจำกัด และบริษัทจะต้องมีการลงทุนท่อเพิ่มเติมตาม demand ที่เพิ่มขึ้น โดยเราเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อปี 2540 โดยตลอดระยะเวลา 30 ปี เราลงทุนไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท

ทีนี้ทำไมถึงมีบริษัทอื่นสนใจที่จะเข้ามาบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกแทนเรา ก็เพราะมันหมดสัญญา 30 ปี จากเดิมที่รัฐบาลในอดีตมอบให้ กรมชลประทาน-กรมโยธาธิการฯ-การนิคมอุตสาหกรรม ต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปมอบให้กับ กรมธนารักษ์ และให้กรมธนารักษ์นำทรัพย์สินเหล่านั้น (ท่อส่งน้ำ+ระบบ) มาทำสัญญาเช่ากับ Eastwater 30 ปี หรือจาก 1 มกราคม 2537 สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566 ก็คือสิ้นปีนี้

โดยทางกรมธนารักษ์ได้จ้างที่ปรึกษาจะต่อสัญญาหรือจะเปิดประมูลใหม่ ทั้ง ๆ ที่มีมติ ครม.อยู่แล้วให้ Eastwater เป็นผู้บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก โดยที่มติ ครม.ก็ไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้

เบื้องต้นผลการศึกษามีแนวโน้มว่า จะต่อสัญญากับ Eastwater เพราะโครงข่ายท่อส่งน้ำเดิมเป็นโครงข่ายท่อสายหลักที่มี Eastwater มีส่วนร่วม ถ้าท่อส่งน้ำสายหลักถูกตัดออกไปก็จะไม่สมบูรณ์ แต่ภายหลังไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ทางกรมให้เอาท่อส่งน้ำสายหลักทั้งหมดกลับมาเปิดประมูลใหม่ แต่การคัดเลือกนั้น “มันไม่เป็นธรรมกับเรา” ประมูลครั้งที่ 1 เราชนะ แต่กรมธนารักษ์มาประกาศยกเลิก อ้างว่า TOR ไม่ชัดเจน

แล้วเปิดประมูลใหม่เป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลา 14 วัน แต่เปลี่ยนกติกาใหม่เป็นให้เอาผลตอบแทนมาคิดอย่างเดียว ไม่รวมคะแนนด้านเทคนิคเหมือนรอบแรก คุณคิดดูเราวางโครงข่ายระบบท่อมา 30 ปี มีต้นทุนตรงนี้ ผู้เข้าประมูลใหม่เค้าไม่มีต้นทุนในส่วนนี้ก็เสนอผลตอบแทนชนะเรา เค้าให้รัฐ 27% Eastwater 25% ราคาต่างกันนิดเดียว เราเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายที่ไปล้มการประมูลครั้งที่ 1 ก็ยื่นฟ้องศาลปกครอง ตอนนี้ปิดคดีไปแล้ว รอผลการตัดสินของศาลอย่างเดียว

เร่งวางท่อส่งน้ำทดแทน

อย่างไรก็ตาม Eastwater มีการประเมินไว้เป็นกรณีแย่สุด การดำเนินคดีในศาลปกครองก็ว่ากันไป ถ้าเราแพ้หมายความว่า เราต้องมีการก่อสร้างวางท่อใหม่เพื่อทดแทนระบบท่อส่งน้ำเดิมของกรมธนารักษ์ ซึ่งปัจจุบันส่งมอบให้กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง ไปเมื่อเดือนเมษายนไปแล้ว(ท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ กับท่อส่งน้ำหนองค้อ-แหลมฉบัง (ระยะที่ 2) โดยท่อใหม่ที่เราดำเนินการก่อสร้างใหม่จะมีอยู่ 3 เส้นท่อ ได้แก่ 1) โครงการท่อส่งน้ำดิบหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี

2) โครงการท่อส่งน้ำดิบคลองหลวง จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร มายังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ปัจจุบันท่อเส้นนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังติดอยู่กับการขอใช้พื้นที่ของกรมธนารักษ์อยู่ และ 3) โครงการท่อส่งน้ำดิบมาบตาพุด-สัตหีบ ความยาว 27 กม. โดยจะเชื่อมต่อระบบท่อส่งน้ำดิบหนองปลาไหล-มาบตาพุด เส้นที่ 2 ท่อใหม่นี้จะสามารถส่งน้ำได้วันละ 350,000 ลบ.ม. เทียบกับท่อของกรมธนารักษ์เดิมที่ส่งน้ำได้วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้น 75% ทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี 2569 แต่ถ้าเราชนะคดีในศาลปกครองก็จะกลับไปใช้ผลการประมูลครั้งที่ 1 เหมือนเดิม

ปัญหา Eastwater กับวงษ์สยามฯ

เราไม่ได้มีปัญหากับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง แต่มีปัญหากับกรมธนารักษ์ ในส่วนของการเปิดประมูลใหม่ (รอบที่ 2) ในเรื่องของความชอบด้วยกฎหมาย Eastwater ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรกับการที่จะมีผู้บริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก 2 ราย แต่การบริหารจัดการน้ำจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ตอนนี้เข้าใจว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ท่อส่งน้ำ เพราะเราส่งมอบท่อคืนให้กับกรมธนารักษ์ไปแล้ว 2 เส้นท่อ เหลืออีก 1 เส้นท่อที่จะหมดสัญญาในเดือนธันวาคมปีนี้

ปัญหาที่กังวลกันตอนนี้ก็คือ น้ำ การได้รับการจัดสรรน้ำจากอ่างต้องได้รับอนุญาต มีใบอนุญาตจัดสรรน้ำถูกต้อง ซึ่งเราได้รับการจัดสรรน้ำ (โควตาน้ำ) จนถึงปี 2570 ในส่วนนี้ กรมชลประทานจะเป็นผู้พิจารณาว่า ในแต่ละอ่างจะมีปริมาณน้ำจัดสรรคงเหลือให้กับผู้ขอจัดสรรรายใหม่เพียงพอหรือไม่ ซึ่งตามปกติจะจัดสรรโดยดูค่าเฉลี่ยจาก 100% ไม่ได้
จัดสรรเป็นรายปี

ส่วนที่ท่านนายกฯลงพื้นที่ และมีการจับมือไกล่เกลี่ยระหว่างเรา กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง นั้น ท่านนายกฯอยากจะให้มีความร่วมมือโดยเอาผุู้ใช้น้ำเป็นศูนย์กลาง ผู้ใช้น้ำไม่ควรจะได้รับผลกระทบ นักลงทุนต้องได้รับความเชื่อมั่นในเรื่องน้ำ เนื่องจากทั้ง Eastwater ในฐานะบริษัทลูกของการประปาภูมิภาค กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง ในฐานะผู้บริการจัดการน้ำรายใหม่ของกรมธนารักษ์ ล้วนแล้วแต่อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาลตามสัญญาที่ทำเอาไว้ ดังนั้นควรมีความร่วมมือกัน ไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำหรือมีการหยุดชะงักในเรื่องของการจ่ายน้ำ

เราก็ OK ในหลักการนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ผ่านมาเราส่งมอบท่อคืนให้กับกรมธนารักษ์ 2 เส้นท่อ ตั้งแต่เดือนเมษายน ในช่วงรอยต่อเราก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าจะในระบบสำรองหรือใช้ระบบท่อขนานกันไป เพื่อให้ run ต่อไปได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้น้ำใน EEC ทีนี้ความร่วมมือ 2 ฝ่ายคืออะไร ยกตัวอย่าง บางท่อมีปัญหาก็อาจจะต้องเฉลี่ยส่งน้ำกัน จ่ายน้ำทดแทนกันได้ในบางครั้ง


ซึ่งข้อตกลงนี้ทางเรากับวงษ์สยามฯจะต้องพูดคุยกัน ตอนนี้เป็นการพูดกันในหลักการเอาผู้ใช้น้ำเป็นตัวตั้ง มีท่อส่งน้ำไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำหรือน้ำไม่พอ ทางเราอาจจะต้องหาน้ำมาใส่ ในทางกลับกันถ้าน้ำเราไม่พอก็จะต้องให้วงษ์สยามฯส่งน้ำให้ เพราะระบบโครงข่ายยังไม่สมบูรณ์ จะต้องมีการช่วยกัน มีปัญหาผมส่งให้คุณ หรือคุณส่งให้ผม ภายใต้เงื่อนไขทางการค้า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือจะต้องไปคุยกันเอง นี่คือหลักการในวันนั้น