ฝนถล่ม 5-9 ธ.ค. 66 กรมชลประทานห่วงภาคใต้ สั่งเตรียมพร้อมรับน้ำท่วมฉับพลัน

น้ำท่วมภาคใต้

ฝนถล่ม 5-9 ธ.ค. 66 กรมชลประทานห่วงภาคใต้ สั่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเดินหน้า 13 มาตรการฤดูฝน

วันที่ 8 ธันวาคม 2566 รายงานข่าวจากกรมชลประทานระบุว่า สถานการณ์น้ำปัจจุบัน (7 ธ.ค. 66) จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 5-9 ธ.ค. 66 ลมตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

ส่วนทางด้านภาคใต้มีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตลอดช่วง ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักในบางแห่ง กรมชลประทานได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานในเขตพื้นที่ภาคใต้ ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

พร้อมดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี’65/66 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ จัดสรรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญต้องสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและพื้นที่เพาะปลูก

ทั้งนี้ ได้เน้นยำให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2566/2567 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบอย่างเคร่งครัด ตลอดจนประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ และรณรงค์ให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2567 เป็นต้นไป ตามนโยบายของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 61,027 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุอ่างรวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 37,085 ล้าน ลบ.ม. (71% ของความจุอ่างรวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,274 ล้าน ลบ.ม. (73% ของความจุอ่างรวมกัน) มีน้ำใช้การได้ 11,578 ล้าน ลบ.ม. (64% ของความจุอ่างรวมกัน)

ซึ่งจนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/2567 ทั้งประเทศไปแล้วกว่า 3,848 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 18% ของแผน เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 773 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 13% ของแผน ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงฤดูฝนที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกอย่างต่อเนื่อง


ทำให้ปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลดีต่อระบบนิเวศ ทำให้ปัจจุบันค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาและการเพาะปลูกพืชแต่อย่างใด