“ซันลี” ยักษ์นำเข้าอาหาร ครองตลาดสหรัฐ 42 ปีได้อย่างไร

ซันลี

สหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกอาหารที่สำคัญตลาดหนึ่งของประเทศไทยแต่กลไกสำคัญของการนำเข้าอาหารเพื่อไปจำหน่ายในสหรัฐนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยต้องเชื่อมโยงไปให้ถึงเครือข่ายค้าปลีกในสหรัฐให้ได้

ผู้ส่งออกอาหารไทยส่วนใหญ่จะรู้จัก “ซันลี กรุ๊ป” บิ๊กธุรกิจนำเข้าที่ปักหมุดในสหรัฐมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1982

ปัจจุบันมี “นายแซม ลี” ทายาทรุ่น 2 รับตำแหน่งประธาน บริษัท ซันลี กรุ๊ป จำกัด และนำพาบริษัทฝ่ามรสุมปัญหา บวกกับภาวะโควิด วิกฤตขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไปสหรัฐ ทำให้ราคาค่าระวางเรือพุ่งไป 10 เท่าเมื่อปี 2564

แซม ลี
แซม ลี

หรือแม้ว่าล่าสุดตลาดสหรัฐยังต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย (รีเซสชั่น) ค่อนข้างเต็มตัว จนต้องมีการปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อกดเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลง ซึ่งมีผลกับกำลังซื้อค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม เขาคาดการณ์ว่า สถานการณ์เงินเฟ้อก็เริ่มชะลอตัวลงแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือรีเซสชั่นจะยังอยู่ต่อไปอีกครึ่งปี และจะดีขึ้นกลางปี 2567

นำเข้าอาหารกว่า 3 พันรายการ

ปัจจัย “ซันลี” มีการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้ามากกว่า 400-500 เอสเคยู โดยมากกว่า 50% เป็นสินค้าข้าวภายใต้แบรนด์ Sunlee, Sunbird, Sun Panda และ Lucky Wing รองลงมาจะเป็นกะทิ ข้าวโพดหวาน-ข้าวโพดอ่อนบรรจุกระป๋อง เครื่องปรุงรส และแผ่นแป้ง เส้นกวยจั๊บ ทั้งยังนำเข้าสินค้าอาหารแปรรูปจากไทยมากกว่า 3,000 รายการ เช่น ชาวเกาะ พันท้ายนรสิงห์ หยั่น หว่อ หยุ่น มาจำหน่ายในสหรัฐ

ซันลีมีคลังสินค้าอยู่ในสหรัฐทั้งหมด 5 จุด คือ โอกแลนด์ ฮิวสตัน ซีแอตเทิล ลอสแองเจลิส และลาสเวกัส ซึ่งเป็นสาขาใหม่ล่าสุดที่มีการปรับโมเดลธุรกิจเป็นลักษณะคล้ายกับมินิแม็คโคร เจาะตลาดลูกค้าที่เป็นกลุ่ม Food Service และร้านอาหาร โดยมีตลาดหลักในสหรัฐฝั่งตะวันตก และขยายไปถึงแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ผ่านสาขาซีแอตเทิล ทั้งยังขยายสาขาไปรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

นำข้าวไทย 4 หมื่นตัน

ในแต่ละปีซันลีนำเข้าข้าวจากไทยมาจำหน่ายประมาณ 40,000 ตันต่อปี ซึ่งสหรัฐไม่มีการเรียกเก็บภาษีข้าว เป็น 0% ทำให้การแข่งขันของตลาดข้าวในสหรัฐเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน ต่างจากตลาดยุโรปที่เก็บภาษีนำเข้าข้าวจากไทย 175 ยูโรต่อตันคิดเป็น 20% ของราคาข้าว ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

อุปสรรคในการส่งออกจากการปลอมปนข้าวของเวียดนามขณะนี้พบว่าลดน้อยลง เพราะผู้บริโภคสามารถแยกได้ระหว่างข้าวไทยและเวียดนาม ส่วนระดับราคาข้าวของไทยและเวียดนาม มีการแข่งขันกันขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดของข้าว

ขณะนี้มีข้าวที่เรียกว่า “ข้าวหอมซกจัง” จากเวียดนามเข้ามาแข่งขันกับไทย ในระดับราคาที่ไม่ได้ถูกไปกว่าข้าวหอมมะลิ คุณภาพก็จะเป็นคนละแบบกับข้าวหอมมะลิ

คอนแทร็กฟาร์มมิ่งเกษตรกรไทย

เมื่อวัตถุดิบทั้งหมดเป็นสินค้านำเข้าจากเมืองไทย บริษัทวางระบบการผลิตสินค้าเกษตร โดยใช้ระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง และมีโรงงานแปรรูปข้าว ข้าวโพด และกะทิแบบครบวงจร ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการผลิตตามมาตรฐานสากล

สำหรับโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวที่บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มีการใช้ข้าวเปลือกจากข้าวหอมมะลิจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และข้าวปทุมธานีจากภาคกลาง และข้าวเหนียวจากภาคเหนือ โดยมีสัดส่วนการผลิตข้าวหอมมะลิเป็นหลัก มีกำลังผลิต 250,000 ตันต่อปี

ซันลี

ขณะที่โรงงานข้าวโพดที่ จ.ลำปางกำลังการผลิต 100,000 ตัน ทั้งข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องสัดส่วน 90% และข้าวโพดอ่อนบรรจุกระป๋องสัดส่วน 10% โดยเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 60-70 ประเทศทั่วโลก โดยอาศัยจุดแข็งการผลิตข้าวโพดแบบ Non GMO

ทั้งนี้ บริษัทมีการทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง 100% จากเกษตรกรที่เป็นลูกไร่ใน จ.ลำปาง มีพื้นที่รวม 40,000-50,000 ไร่ ผลิตข้าวโพดตลอดทั้งปี

และสุดท้ายคือโรงงานกะทิ Thai Lee Food International จำกัด ที่อัมพวา จ.สมุทรสงคราม จะใช้วัตถุดิบมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ จากแหล่งผลิตทั้งที่อัมพวา ผู้บริหารซันลีบอกว่าในส่วนภาคใต้ของไทย เป็นโรงงานที่มีระบบทันสมัยที่สุด และเป็นไปตามมาตรฐาน Green Factory

เทรนด์ธุรกิจอาหาร

“เทรนด์การผลิตอาหารมีความทันสมัยมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ไปใช้ในโรงงาน ลดการใช้แรงงาน จากเดิมที่ลำปางใช้แรงงาน 1,000 คน แต่มาที่โรงงานกะทิที่อัมพวา ซึ่งเป็นโรงงานล่าสุด สามารถใช้ระบบอัตโนมัติลดการใช้แรงงานเหลือ 100 คน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย”


เช่นเดียวกับการให้บริการลูกค้า ซึ่งทางบริษัทจะไม่ใช่เพียงจำหน่ายไปในระบบค้าปลีกเท่านั้น แต่ปัจจุบันซัพพลายเออร์ ต้องดูแลลูกค้าซูเปอร์มาร์เก็ตแบบเรียลไทม์ ทั้งเข้าไปตรวจสอบสต๊อกและกระจายสินค้า เช่น สมมติมีสินค้าจำหน่าย 50-60 เอสเคยู จะต้องไปตรวจสอบชั้นวางจำหน่ายและเติมสินค้าให้ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งซันลี