เก็บค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำไม่พอ ขอตรวจย้อนกลับ-เข้มนำเข้า

ชาวประมงจี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสินค้าสัตว์น้ำในประเทศมีราคาตกต่ำ ชี้เก็บ “ค่าธรรมเนียมนำเข้าสัตว์น้ำ” ตาม กม.โรคระบาดสัตว์แค่ “สกัด” ไม่สามารถห้ามสัตว์น้ำราคาถูกเข้ามาตีตลาดในประเทศได้ ขอกรมประมงบังคับใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ อัตราค่าธรรมเนียมกลุ่มทูน่าใกล้ได้ข้อสรุปเรียกเก็บแค่ 5 สตางค์แลกรับซื้อปลาในประเทศ สินค้าอื่นยังไม่ลงตัว

การนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศได้ส่งผลกระทบต่อราคาสัตว์น้ำของชาวประมง ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ปู ปลา ปลาหมึก ทั้งที่เพาะเลี้ยงและทำการประมง โดยบางช่วงปรากฏ มีการนำเข้าสัตว์น้ำจำนวนมากเข้ามาในลักษณะของ “การตีตลาด” ในประเทศ จนประสบปัญหาราคาสินค้าประมงตกต่ำอย่างรุนแรง สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำมาตั้งแต่ปลายปี 2566

พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้การนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำนำเข้า-ส่งออก และนำผ่าน เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) จากประเทศผู้ส่งออกต้นทาง เช่นเดียวกันกับที่ชาวประมงไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน IUU มาโดยตลอด

ร้องนายกฯช่วยชาวประมง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ทำหนังสือฉบับแรกถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเดือนตุลาคม 2566 แจ้งว่า ที่ผ่านมาชาวประมงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุม ตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำนำเข้า ส่งออกและนำผ่าน เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งสามารถดำเนินการตามมาตรฐานในการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำได้เป็นอย่างดี

แต่การดำเนินการตามมาตรฐาน IUU ส่งผลให้ชาวประมงมี “ต้นทุน” ในการดำเนินงานที่สูงมาก ในขณะที่หน่วยงานของรัฐบาลกลับปล่อยให้มีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศได้โดยง่าย ทำให้สินค้าสัตว์น้ำในประเทศมีราคาตกลง

สินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศที่นำเข้ามาได้ง่าย ๆ นั้น ไม่มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับตามมาตรฐานของ IUU แบบที่ชาวประมงเจอ ส่งผลให้มีสัตว์น้ำจากประเทศที่ถูก “ใบเหลือง-ใบแดง” ภายใต้ระเบียบ IUU ของสหภาพยุโรปสามารถส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยแข่งขันกับสัตว์น้ำของชาวประมง

นอกจากนั้นยังมีการนำเอาสัตว์น้ำเหล่านั้นมาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปส่งออกในโควตาของประเทศไทย “โดยถือเป็นสัตว์น้ำของไทยอีกด้วย” การกระทำดังกล่าวทำให้ชาวประมงเสียหาย กระทบกับอาชีพประมง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันในเรื่องของต้นทุนกับสัตว์น้ำจากต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม กรมประมงมีความเห็นว่า การห้ามนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศจะต้องมีเหตุผลที่เพียงพอ และ “ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า” เบื้องต้น กรมประมงได้ดำเนินการเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำภายใต้มาตรการป้องกันเพื่อให้มั่นใจได้ว่า สินค้าสัตว์น้ำนั้น ๆได้รับอนุญาตนำเข้าที่ถูกต้อง

ส่วนสินค้าสัตว์น้ำที่นำเข้าจากประเทศที่ได้รับ “ใบแดง” จากสหภาพยุโรปตามระเบียบ IUU จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อแปรรูปส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้อีก แต่สถานการณ์สินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงมีราคาตกต่ำ ไม่สามารถแข่งขันกับสัตว์น้ำนำเข้าก็ยังไม่ดีขึ้น มีการขอให้เข้มงวดในการตรวจสอบการรับฝากสินค้าสัตว์น้ำนำเข้าของ “ห้องเย็น” เป็นการเพิ่มเติม

งัด กม.โรคระบาดสัตว์

จนมาถึงต้นเดือนมกราคม 2567 ได้มีการเรียกประชุม คณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำ ปรากฏมีการยกร่างกฎกระทรวงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ภายใต้ “กฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์” ในประเด็นนี้จากการสอบถามผู้เกี่ยวข้องมีความเห็นว่า ในเบื้องต้นการห้ามนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศที่ไม่มีการดำเนินการตามมาตรฐาน IUU ยังไม่สามารถดำเนินการได้

แต่เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงจะใช้วิธีการเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียม” การนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ โดยการจำแนก “ความเสี่ยง” ของการเกิดโรคระบาดสัตว์น้ำออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

1) สัตว์น้ำกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ มีการควบคุมตรวจสอบด้วยกระบวนการออกใบอนุญาตและการตรวจสอบกายภาพเบื้องต้น 2) สัตว์น้ำกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง จะมีการควบคุมตรวจสอบด้วยกระบวนการออก ใบอนุญาตตรวจสอบเบื้องต้น และมีการ “สุ่มตัวอย่าง” ตรวจสอบโรค ณ ห้องปฏิบัติการ

3) สัตว์น้ำกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จะมีการควบคุมตรวจสอบด้วยกระบวนการออกใบอนุญาต การตรวจสอบกายภาพเบื้องต้น และการสุ่มตัวอย่างตรวจสอบโรค ณ ห้องปฏิบัติการที่ “มากกว่า” กลุ่มสัตว์น้ำที่มีความเสี่ยงปานกลาง และ 4) สัตว์น้ำกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก จะมีการควบคุมตรวจสอบด้วยกระบวนการออกใบอนุญาต การตรวจสอบกายภาพเบื้องต้น การสุ่มตัวอย่างตรวจสอบโรค ณ ห้องปฏิบัติการ และการ “กักกันโรคสัตว์น้ำ” ด้วย

“ค่าธรรมเนียมที่จะจัดเก็บในการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ จะคิดอัตรามากน้อยขึ้นอยู่กับการจัดลำดับให้สัตว์น้ำนำเข้านั้นอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงกลุ่มไหน แน่นอนว่าหากถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากก็จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการนำเข้าสูงกว่ากลุ่มสัตว์น้ำที่มีความเสี่ยงต่ำ

โดยค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจะคำนวณตามต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกระบวนการตรวจสอบออกใบอนุญาตสัตว์น้ำนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางด้านบุคลากร ต้นทุนการพัฒนารักษาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ต้นทุนการตรวจวิเคราะห์โรค ค่าใช้จ่ายในการเดินทางตรวจสอบ ค่าวัสดุครุภัณฑ์ แต่รวม ๆ กันแล้วจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 20 บาท” แหล่งข่าวกล่าว

ขอระบบตรวจสอบย้อนกลับ

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันชาวประมงได้รับความเสียหายจากการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากประเทศที่ไม่มีการปฏิบัติตามมาตรฐาน IUU ส่งผลให้ราคาสัตว์น้ำในประเทศตกต่ำลงมาก ขณะที่ชาวประมงไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน IUU ต้นทุนก็สู้กันไม่ได้ “เราต้องออกเอกสารตรวจสอบกันเป็นร้อยฉบับ”

ส่วนการเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำภายใต้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ใน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำ นั้นเห็นว่า ยังเป็นแค่การ “สกัด” ไม่ให้มีการนำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาเป็นจำนวนมากเท่านั้น

“ในการประชุมครั้งต่อไป เราจะเสนอให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวดเหมือนกับสินค้าประมงภายในประเทศ ซึ่งสามารถทำได้ภายใต้มาตรา 92 ตามความในมาตรา 52 ของ พ.ร.บ.การประมง ที่ระบุไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ รัฐมนตรีอาจประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องมีการควบคุมตามมาตรา 49 ซึ่งจะจำหน่ายสัตว์น้ำของตน ต้องขอรับหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ” นายมงคลกล่าว

ส่วนอัตราที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการหารือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องถึงอัตราที่เหมาะสม เพราะหากเรียกเก็บสูงเกินไปก็จะกระทบกับความสามารถในการแข่งขันส่งออกสินค้าประมง แต่หากเก็บต่ำเกินไปก็ไม่สามารถสกัดกั้นการนำเข้าสัตว์น้ำในลักษณะที่เข้ามา “ทุบตลาด” ในประเทศได้

ทั้งนี้อัตราที่มีการหารือกัน ยกตัวอย่าง ทูน่า จะจัดเก็บอยู่ที่ 5 สตางค์/กก.ปลาที่ใช้ทำซูริมิอยู่ที่ 50 สตางค์/กก. ปลาหมึกอยู่ที่ 50 สตางค์/กก. กุ้ง 50 สตางค์-1 บาท/กก. แต่อัตราเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

ทูน่าเก็บ 5 สต.แลกซื้อปลาใน ปท.

ด้านนายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย (TTIA) กล่าวถึงการเก็บค่าธรรมเนียมในการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงมีราคาตกต่ำลงว่า สมาคมจะดำเนินการ 2 แนวทาง คือ การช่วยเหลือค่าธรรมเนียม กับการช่วยซื้อวัตถุดิบในประเทศ โดยสมาชิก TTIA มีการนำเข้าวัตถุดิบมากกว่า 50% ต่อปี หรือประมาณ 1 ล้านตัน จากตัวเลขนำเข้าทั้งหมด 1.7 ล้านตัน “ถือว่าสูงที่สุด เป็นพี่ใหญ่ก็ต้องทำให้เป็นตัวอย่าง”

แต่อัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนดออกมาจะต้องเหมาะสม โดยกำหนดอัตราไม่เกิน 5 สตางค์ต่อปี สำหรับการนำเข้าปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท หากเก็บสูงกว่านั้น เช่น 1 บาทเท่ากับปีละ 1,000 ล้านบาท ถือว่า “เป็นอัตราที่สูงเกินไป”

อีกด้านหนึ่ง TTIA จะเข้าไปช่วยรับซื้อสินค้าประมงในประเทศมาเป็นวัตถุดิบเพื่อช่วยเหลือชาวประมงในท้องถิ่น เบื้องต้นคาดว่าปริมาณที่จะเข้าไปช่วยรับซื้อผลผลิตในประเทศ “หลักหมื่นตัน” เนื่องจากชาวประมงไทยมีจำนวนลดลงหลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรฐาน IUU “จึงมีผลผลิตเหลือไม่มากนัก” ส่วนราคารับซื้อจะคำนวณราคาจากต้นทุนชาวประมงเป็นหลัก

เพราะตอนนี้ราคานำเข้าบางเวลาอาจจะแค่ 10 บาท/กก. ต้นทุนชาวประมงอยู่ที่ 12 บาท/กก. หากรับซื้อราคาเท่ากับวัตถุดิบนำเข้า 10 บาท/กก. ชาวประมงอาจจะขาดทุน 20% ก็คงจะไม่ได้ ดังนั้นจึงกำหนดราคารับซื้อที่ 12-13 บาท/กก. ให้ชาวประมงพอมีกำไรและโรงงานพออยู่ได้

พร้อมกับมีข้อสังเกตว่า ราคาสินค้าประมงในประเทศลดต่ำลงนั้น หากพิจารณาตัวเลขนำเข้าวัตถุดิบในปี 2566 ตามตัวเลขทางการจะมีปริมาณ 1.7 ล้านตัน หรือลดลงจากปี 2565 ที่มีการนำเข้า 2.1 ล้านตัน นั้นหมายถึง ไม่ใช่สาเหตุทำให้ราคาสินค้าประมงตกต่ำ

แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากตัวเลขนำเข้าสินค้าทางชายแดนจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะฝั่งเมียนมา ที่ไม่ได้อยู่ในระบบก็คือ “สินค้าเถื่อน มีปริมาณมาก” ส่งผลให้ราคาสินค้าประมงในประเทศลดลงเสียมากกว่า

“ในวันนี้สมาคมลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือชาวประมงท้องถิ่นเกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์ราคาสินค้าประมงในประเทศลดลง โดยสมาคมมีจุดยืนแน่นอนสนับสนุนนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะช่วยชาวประมงและไม่ให้กระทบอุตสาหกรรม ให้เกิดความสมดุล ชาวประมงอยู่ได้ อุตสาหกรรมอยู่ได้ และเห็นใจกรมประมงว่า ภารกิจเยอะมากที่ผ่านมาทางกรมเสนอของบประมาณหลักหมื่นล้านบาท แต่ได้รับการอนุมัติมาเพียง 3,000 ล้านบาท

ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากที่จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าวัตถุดิบที่ไม่ถูกต้องทางชายแดนที่มีระยะทางหลายพันกิโลเมตร จึงเกิดเป็นช่องว่าง ซึ่งทางเอกชนก็พร้อมจะช่วย แต่ต้องยอมรับว่าเอกชนก็มีความลำบากเช่นกันปีนี้ในเรื่องการส่งออก หากเรียกค่าธรรมเนียมเยอะเกินไป อีกด้านเราพร้อมสนับสนุนด้านราคาประมงที่ถูกกฎหมายในประเทศให้ดีที่สุดที่เป็นเป้าหมายหลัก”