‘ปล่อยปลา’ ช่วงสงกรานต์ต้องระวังอาจกลายเป็นบาป กรมประมงเตือนสายบุญ

นายบัญชา สุขแก้ว

กรมประมงออกโรงเตือนสายบุญ ก่อนทำบาปไม่รู้ตัว สงกรานต์นี้เลือกชนิดสัตว์น้ำให้เหมาะสมก่อนปล่อย เพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

วันที่ 13 เมษายน 2567  นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในช่วงวันสำคัญ หรือช่วงเทศกาลใหญ่ อย่างเช่นสงกรานต์มักจะมีกิจกรรมปล่อยปลาร่วมด้วย เนื่องจากเชื่อว่าการทำบุญปล่อยปลานั้น เป็นการปฏิบัติธรรมที่มีความหมายสูงสุดแห่งความเมตตากรุณาต่อสัตว์มีชีวิต และเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ถือเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำนั้น หากสัตว์น้ำที่เลือกมาปล่อยเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือการเลือกชนิดสัตว์น้ำที่ไม่เหมาะสมต่อแหล่งน้ำ การทำบุญก็จะกลายเป็นการทำบาปแทนได้

กรมประมง ขอเตือนให้ประชาชนให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเลือกปล่อยชนิดสัตว์น้ำที่เหมาะสมเมื่อต้องการทำบุญปล่อยปลา โดยควรเป็นพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลากระแห ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลาโพง (ปลาสุลต่าน) ปลากาดำ  ปลายี่สกไทย ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลาบู่ทราย ปลาสลาด ปลากราย ปลาสวาย ปลากดเหลือง ปลากดแก้ว เป็นต้น

 

Advertisment

ซึ่งกลุ่มปลาดังกล่าวเป็นปลาที่สามารถอาศัยได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป หากเป็นปลาที่มีถิ่นอาศัยเฉพาะ เช่น ปลาบึก ก็ควรปล่อยลงในลำน้ำหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขง

สัตว์น้ำเลือกพื้นที่ ปล่อยไม่ดีอาจไม่รอด

สัตว์น้ำบางชนิดจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ปล่อยให้เหมาะสม เพื่อสามารถใช้ชีวิตรอดและเจริญเติบโตได้ อย่างเช่น ปลาไหลนา ควรถูกปล่อยลงในบริเวณที่กระแสน้ำไหลเอื่อย พื้นที่เป็นดินแฉะ เพื่อให้ปลาไหลได้ขุดรูอาศัย เช่นเดียวกันกับกบนา

ส่วนการปล่อยเต่า ควรแน่ใจก่อนว่าเต่าชนิดนั้นเป็นเต่าน้ำหรือเต่าบก เพราะหากนำเต่าบกปล่อยลงน้ำ เต่าบกจะไม่สามารถว่ายน้ำได้และตายในที่สุด วิธีการสังเกตว่าเป็นเต่าน้ำคือ เท้าเต่าน้ำจะมีพังผืดเชื่อมต่อระหว่างนิ้วเพื่อใช้สำหรับการว่ายน้ำและมีเล็บแหลมขนาดเล็ก ในขณะที่เท้าเต่าบกไม่มีพังผืดและมีเล็บขนาดใหญ่

4 สิ่งที่ควรคำนึงการปล่อยปลา

นอกเหนือจากการเลือกชนิดสัตว์น้ำให้เหมาะสมแล้ว ยังมีสิ่งที่ควรคำนึงอีกบางประการ ดังนี้

Advertisment

1) ปริมาณและขนาดของสัตว์น้ำ หากต้องการปล่อยในปริมาณมาก ควรเลือกขนาดที่เป็นลูกพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแหล่งน้ำได้ดีกว่าปลาที่โตแล้ว

2) สุขภาพของสัตว์น้ำ ควรเป็นสัตว์น้ำที่มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดโรค

3) คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ต้องเป็นแหล่งน้ำที่สะอาด มีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ ไม่ใช่แหล่งน้ำเสื่อมโทรม โดยสังเกตเบื้องต้นจากสีของน้ำที่ไม่เป็นสีดำ ไม่ขุ่นด้วยตะกอนดิน หรือไม่เป็นน้ำสีเขียวเข้ม และไม่มีกลิ่นฉุน

4) ช่วงเวลาในการปล่อยสัตว์น้ำ ควรเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเวลาที่อากาศไม่ร้อนจัด เพราะอาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวกับอุณหภูมิของน้ำใหม่ไม่ทัน ส่งผลให้สัตว์น้ำป่วยและตายได้

อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า บางครั้งการเลือกชนิดสัตว์น้ำเพื่อปล่อยทำบุญก็มักถูกละเลยและอาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่งผลให้มีการปล่อยสัตว์น้ำชนิดต่างถิ่นไปเป็นบางส่วน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ เพราะสัตว์น้ำต่างถิ่นอาจก่อให้เกิดการแก่งแย่งที่อาศัยและอาหารกับสัตว์น้ำท้องถิ่น  หรือเป็นพาหะของโรคที่สามารถกระจายไปยังสัตว์น้ำท้องถิ่น หรืออาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมต่อสัตว์น้ำท้องถิ่นได้

สัตว์น้ำต้องห้ามปล่อย

สัตว์น้ำที่ไม่ควรปล่อยลงแหล่งน้ำโดยเด็ดขาดมีหลายชนิด ได้แก่ กลุ่มปลาดุก เนื่องจากปลาดุกที่หาซื้อได้ง่าย ส่วนใหญ่เป็นปลาดุกลูกผสม และปลาดุกยักษ์ (ปลาดุกรัสเซีย) ที่ถูกเพาะเลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์มาเพื่อเป็นอาหารมนุษย์ กลุ่มสัตว์น้ำสวยงามที่มาจากต่างประเทศ เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลาทอง ปลาคาร์ป ปลากดเกราะหรือปลาซักเกอร์ กลุ่มปลาหมอสี เต่าญี่ปุ่นหรือเต่าแก้มแดง ตะพาบน้ำไต้หวัน และกุ้งเครย์ฟิช เป็นต้น

“ถ้าหากสัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดรอดและเพิ่มจำนวนในแหล่งน้ำ จะส่งผลให้สมดุลของระบบนิเวศสัตว์น้ำพื้นเมืองลดจำนวนลง ซึ่งต้องใช้งบประมาณและระยะเวลาในการฟื้นฟูแก้ไขมาก ดังนั้นต้องป้องกันไม่ให้มีการหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำเป็นดีที่สุด”

กรมประมงขอย้ำเตือนให้พี่น้องประชาชนร่วมใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยการเลือกปล่อยสัตว์น้ำตามหลักการที่เหมาะสมและถูกต้อง ไม่ควรใช้   พันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเด็ดขาด และขอเชิญชวนให้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำของไทยที่กรมประมงแนะนำแทน การปล่อยสัตว์น้ำพันธุ์ไทยนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาระบบนิเวศสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น  แต่ยังเป็นการทำบุญที่มีคุณค่า เนื่องจากการปล่อยสัตว์น้ำพันธุ์ไทยนี้ยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพให้กับประเทศไทยอีกด้วย