“ปตท.สผ.”ประสบความสำเร็จโครงการบงกช เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น66.66%

แฟ้มภาพ

ปตท.สผ. ซื้อสัดส่วนแหล่งก๊าซฯ บงกชจากเชลล์เสร็จสมบูรณ์ สัดส่วนร้อยละ 66.6667 เดินหน้าประมูล สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศต่อเนื่อง

วันที่ 21 มิถุนายน 2561 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯถึงความสำเร็จในการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการบงกช ว่า ตามที่ปตท.สผ.ได้รายงานเรื่องการลงนามในสัญญาโอนสิทธิสัมปทาน(Agreement for the Assignment and Transfer) เพื่อเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 22.2222 ในโครงการบงกช ซึ่งได้แก่ แปลง B15 แปลง B16และแปลง B17 จากบริษัท Shell Integrated GasThailand Pte. Limited (Shell) และแปลง G12/48 จากบริษัท Thai Energy Company Limited (บริษัทย่อยของ Shell) เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 นั้น

ปตท.สผ. ขอแจ้งว่า ในวันที่ 21 มิถุนายน 2561 การดำเนินการตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในสัญญาฯ ดังกล่าวเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนในโครงการบงกชเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44.4445 เป็นร้อยละ 66.6667 และเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมของบริษัทประมาณ 35,000บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน


การเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเป็นไปตามกลยุทธ์ของ ปตท.สผ. ที่แสวงหาการลงทุนใหม่ โดยการเข้าซื้อกิจการ เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยการเข้าซื้อครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยให้กับ ปตท.สผ. ประมาณ 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันได้ทันที และที่สำคัญยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งก๊าซฯ บงกชในปัจจุบัน ที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลเพื่อเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งบงกชต่อไป

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. กล่าวว่า “ปตท.สผ. มีประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งบงกชซึ่งเราเป็นผู้ดำเนินการมากว่า 20 ปี และดำเนินงานโดยคนไทยเกือบ 100% เรามั่นใจว่าจะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่องตามนโยบายของภาครัฐด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้ และให้ผลประโยชน์กับประเทศได้มากกว่า จึงขอย้ำว่า ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทไทยจะเข้าร่วมประมูลทั้งแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ นอกจากการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณแล้ว ปตท.สผ. ยังมุ่งแสวงหาการลงทุนใหม่ๆ จากการเข้าซื้อกิจการ โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาสินทรัพย์ที่ผลิตแล้วหรือที่กำลังเริ่มผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกลาง ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัท

สำหรับโครงการบงกชเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ประกอบด้วย แปลงบี 15 แปลงบี 16 แปลงบี 17 และแปลงจี 12/48 โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ และถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 66.6667 และมีบริษัท โททาล ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันชั้นนำจากฝรั่งเศสเป็นผู้ร่วมทุนในสัดส่วนร้อยละ 33.3333 ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 841 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสทประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวัน (ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2561)

โดยเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ ช่วยทดแทนการนำเข้า และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งบงกช คิดเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ภายในประเทศ

แหล่งบงกชยังเป็นแหล่งก๊าซฯ แห่งแรกที่บริษัทคนไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยกำลังจะครบรอบการผลิต 25 ปีในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของคนไทยในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพทัดเทียมบริษัทน้ำมันนานาชาติ

นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชยังช่วยผลักดันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยและเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของปิโตรเคมี รวมถึง ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า บริษัท เชลล์ อินทีเกรทเต็ด แก๊ส ไทยแลนด์ พีทีอี ลิมิเต็ด และ บริษัท ไทยเอนเนอร์จี จำกัด บริษัทย่อยของ เชลล์ ได้ประกาศการขายสัดส่วนการลงทุน 22.2222% ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชนอกฝั่งทะเลของประเทศไทย ให้แก่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ บริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ด้วยมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ เสร็จสมบูรณ์แล้ว

สำหรับการประกาศการขายครอบคลุมสัดส่วนการถือครองสิทธิสัมปทานของเชลล์ในแปลงหมายเลข 15, 16, 17 และแปลงหมายเลข G12/48 ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 และการขายได้ดำเนินเสร็จสมบูรณ์ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินงานในแหล่งก๊าซธรรมชาติ และเมื่อเสร็จสิ้นการซื้อขายในครั้งนี้ สัดส่วนการถือครองสัมปทานของปตท.สผ. เพิ่มขึ้นเป็น 66.6667% และอีก 33.3333% ยังคงถือครองโดยบริษัท Total

ทั้งนี้ การซื้อขายดังกล่าวแสดงถึงความคืบหน้าของแนวทางการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าขายสินทรัพย์รวมมูลค่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์โดยรวมในการลดความซับซ้อนและปรับการบริหารพอร์ตโฟลิโอ โดยมุ่งเป็นบริษัทเน้นการลงทุนในระดับโลก อย่างไรก็ตาม เชลล์ระบุว่า การซื้อขายครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอื่นๆ ของเชลล์ในประเทศไทย