ยันเขื่อนกรมชลฯ ทุกแห่งแข็งแรงมั่นคงปลอดภัย เฝ้าระวังเกาะติดสถานการณ์น้ำ 24 ชม.

กรมชลประทานยืนยันเขื่อนทุกแห่งที่อยู่ในความดูแล มีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี พร้อมสั่งตรวจสอบซ้ำ และให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำจากภาวะฝนตกในระยะนี้อย่างใกล้ชิด เปิด SWOC ปฏิบัติงานตลอด 24 ชม. ตั้งแต่วันนี้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทานนั้นมีความปลอดภัย มั่นคงแข็งแรงทุกแห่ง เขื่อนและอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานออกแบบตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้สูงถึง 7 ตามมาตราริกเตอร์ นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบความมั่นคง แข็งแรงของตัวเขื่อนทุกแห่ง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แม้ในยามปกติที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา


“เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานนั้น มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้บำรุงรักษาถูกต้องตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามหากมีแนวโน้มว่าน้ำจะไหลลงอ่างเก็บน้ำในปริมาณมาก และคาดว่าน้ำอาจจะล้นทางระบายน้ำล้น โครงการชลประทานในพื้นที่ที่รับผิดชอบจะแจ้งเตือนเป็นเอกสารรายงานไปยังจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับแจ้งเตือนผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำให้รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้การแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้เป็นอย่างมาก” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ตามคำสั่งการของ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้กรมชลประทานดำเนินการตรวจสภาพความมั่นคง และสภาพน้ำของเขื่อนทุกเขื่อน ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งจัดเวรยามประจำทุกเขื่อนเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้เกี่ยวกับเขื่อนไว้ให้พร้อมใช้งานได้ทันที การติดต่อสื่อสารไปยังเขื่อนและเจ้าหน้าที่ประจำเขื่อนต้องทำได้มากกว่า 1 ช่องทาง และรายงานให้ทางอำเภอ จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ SWOC ปฏิบัติงานตลอด 24 ชม. ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 61 เป็นต้นไป

ส่วนสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่งผลให้ระดับน้ำในลำห้วยธรรมชาติและแม่น้ำต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมบางพื้นที่นั้น กรมชลประทานได้นำเครื่องสูบน้ำเข้าไปติดตั้ง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในหลายพื้นที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และหากไม่มีฝนตกในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่ม สถานการณ์ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และจะแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ พร้อมทั้งตรวจสอบบำรุงรักษาอาคารชลประทานทุกแห่งให้มีความปลอดภัย และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยการสนับสนุนเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำ เพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น สำนักงานชลประทานในพื้นที่จะต้องจัดการประชุม ร่วมกับประชาชนและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ความเข้าใจร่วมกันก่อน ซึ่งกรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องกลและเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแล้ว

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำทั้งหมด 49,466 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของปริมาณความจุ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 25,546 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 49 มากกว่าช่วงเดียวกันในปี 2560 ประมาณ 5,203 ล้าน ลบ.ม. โดยมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ จำนวน 517.22 ล้าน ลบ.ม./วัน และปริมาณน้ำระบายออก จำนวน 185.27 ล้าน ลบ.ม./วัน สามารถรับน้ำได้อีก 26,541 ล้าน ลบ.ม.

 

ที่มา : มติชนออนไลน์