“วีรสิทธิ์” รุ่น 2 STA ปรับแผนธุรกิจรุกถุงมือยางโลก

ท่ามกลางกระแสการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้ามาเทกโอเวอร์กิจการบริษัทผู้ส่งออกยางพาราขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย เพราะแต่ละปีไทยส่งออกยางพาราไปจีนเกินครึ่งของผลผลิต แต่กลุ่มบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ก็ยังครองความเป็นเบอร์ 1 ผู้ส่งออกยางพาราของไทยที่เป็นไทยแท้ ซึ่งวันนี้พร้อมปรับแผนธุรกิจใหม่ไม่พึ่งพาตลาดแห่งนี้มากเกินไป โดยมุ่งสู่ธุรกิจถุงมือยางที่มีมูลค่าเพิ่ม ขายได้ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น “ประชาชาติธุรกิจ” จึงถือโอกาสสัมภาษณ์ “นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” กรรมการบริหารและประธานบริหารความเสี่ยง กลุ่ม บมจ.ศรีตรังฯ ดังนี้

Q : ภาพรวมตลาดยางพาราโลกปีนี้


เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงชะลอตัว และราคายางครึ่งปีแรกผันผวนน้อยลงเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา ราคายางขึ้นในต้นปี 2017 และร่วงต่อเนื่อง จนมาปี 2018 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ แต่ราคามีความผันผวนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้เราดำเนินการและวางแผนล่วงหน้าได้ดีขึ้น เพราะถ้าผันผวนมากก็มีความเสี่ยงมากตามไปด้วย

ในส่วนของจีน ผู้ซื้อรายใหญ่ของไทยและของโลก ไตรมาส 3 นี้เป็นหน้าร้อนของประเทศจีน ซึ่งต้องใช้พลังงานมาก แต่ทราบว่าขณะนี้ รัฐบาลมีนโยบายควบคุมพลังงาน ทำให้โรงงานการผลิตสินค้าในประเทศจีนไม่ใช่เพียงแค่ยาง ต้องลดกำลังการผลิตเพื่อลดมลพิษที่กระทบสภาพแวดล้อม ต้องไม่สูงกว่าที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นสายการผลิตจึงช้าลง ผลิตเพียง 60-70% จากเดิมปกติที่ 80% ทำให้สต๊อกยางที่เซี่ยงไฮ้ และนครชิงเต่า คงค้างอยู่ 700,000 ตัน มากเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ สงครามการค้าจีน-สหรัฐ โรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ขายได้น้อยลง ชะลอลง ยางล้อถูกขึ้นภาษีจากสหรัฐ อะไหล่ ยางล้อ ถูกเพ่งเล็งหมด

Q : ศรีตรังฯปรับแผนธุรกิจรับมืออย่างไร

ปีนี้เราปรับแผนธุรกิจใหม่ ไม่ตั้งเป้าหมายปริมาณการส่งออกเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่จะเน้นการผลิตและส่งออกในจุดที่คุ้มค่าที่สุดและมีกำไร ขายเพื่อให้มีกำไร แม้ว่าตลาดยางธรรมชาติจะมีดีมานด์ต่อเนื่อง แต่ไม่ถือว่าดีมาก ในส่วนตลาดถุงมือยางค่อนข้างดีมากแทบจะไม่มีอุปสรรค ถ้ามีคือกฎระเบียบ ข้อกีดกันทางการค้ามากกว่า เรื่องพวกนี้ถ้าเราดำเนินเอกสารผ่านได้ถือว่าดี เพราะเราผลิตเต็มที่ ขายเต็มที่ เช่น ตลาดอเมริกาใต้ เอกสารเราต้องทำใหม่อาจใช้เวลา เหมือนเราต้องไปเรียนรู้

Q : เทรนด์ตลาดถุงมือยางสดใสแค่ไหน เทียบกับคู่แข่งสู้ได้หรือไม่

ถุงมือยางมีการแข่งขันสูงมาก แต่โชคดีเราทำมา 30 ปีแล้ว เรามีศักยภาพแข่งขันสู้รายใหญ่ ๆ ในโลกได้ หากเทียบกับคู่แข่งมาเลเซีย ยอดขาย ขนาดกำลังผลิตของเราสู้มาเลเซียได้ ผู้เล่นรายใหญ่ 10 รายแรก อันดับ 1-4 เป็นมาเลย์หมดเลย ปัจจุบันเราอยู่อันดับ 5 รองจากมาเลย์ ซึ่งมาเลย์ยึดตลาดถุงมือยางไป 60% ของโลก เรามีส่วนแบ่งตลาดโลก 8% ประมาณ 15,000 ล้านชิ้น ตลาดโลกมี 2 แสนล้านชิ้น และเพิ่มขึ้นทุกปี อนาคตมองว่าจะขยายธุรกิจถุงมือยางเต็มที่ ลูกค้ารอซื้อเยอะมากเราไม่ได้ขยายมา 5 ปีแล้ว ปีนี้เราขยายกำลังผลิตจาก 14,000 ล้านชิ้น เป็น 17,000 ล้านชิ้น ขยายโรงงานที่หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี ลงทุนไปประมาณ 1,200 ล้านบาท ครึ่งปีแรกเรามีกำลังการผลิต 15,700 ล้านชิ้น ครึ่งปีหลังจะผลิตและขายให้ถึง 17,700 ล้านชิ้น เพราะยังจะซื้อกิจการบริษัทถุงมือยางเพิ่มอีก

ส่วนตลาดส่งออกหลักของศรีตรังฯ คือ ยุโรป และอเมริกา และตลาดใหม่ที่มองอยู่ คือ อเมริกาใต้ แอฟริกา จีน จริง ๆ ศรีตรังฯมีใบรับรองมาตรฐานขายได้ทั่วโลก แต่เมื่อเป็นกฎของแต่ละประเทศก็ต้องมาดูเอกสาร ปัจจุบันเราผลิตและใช้ในไทยเพียง 10% ซึ่งปีนี้ตลาดในประเทศเราขยายตัว เพราะศรีตรังฯเริ่มบุกตลาดทั้งห้าง ออนไลน์ และโรงพยาบาล ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย จะเห็นถุงมือยาง “ศรีตรังโกลฟ” มากขึ้น มาร์เก็ตแชร์ในประเทศไทย ศรีตรังฯครองตลาด 80% จากผู้ผลิตในประเทศกว่า 35 ราย